| Itchaya 的个人资料「FuYuKi」 冬木® : The A[B]s...照片日志列表 | 帮助 |
「FuYuKi」 冬木® : The A[B]sent-minded~ALTeRNaTiVe mix.~ 終わらない口付けお..
เพราะข้าเห็นท่านเป็น “ของเล่น” สิ่งที่ข้า “ให้” ท่าน มันก็เลยเป็นแค่การทำตามคู่มือแนะนำการเล่น สิ่งที่ข้า “ต้องการ” จากท่านมันก็เลยเป็นความสนุกสนานที่ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าของเล่นนั้นจะพัง แต่ท่านให้ข้าเป็น “คนที่รัก” ท่านไม่ได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าคาดหวังว่าจะได้ ท่านให้ข้าเท่าที่ท่านอยากจะให้ แล้วท่านก็ไม่ได้ต้องการความสุขจากข้ามากมายขนาดนั้น
สิ่งที่ข้าอยากให้ บางอย่างท่านไม่รับ สิ่งที่ข้าอยากได้ บางอย่างท่านไม่ให้ ขัดใจ คับข้องใจ ไม่พอใจ ..ของเล่นชิ้นนี้เลย
ข้าเคยอ่านฉลากที่อยู่ข้างกล่องของเล่นอื่นๆ ข้าดูรายการทีวี อ่านนิตยสารเกี่ยวกับของเล่น ข้าเคยเล่นของเล่นชิ้นอื่นมามากมาย คนอื่นเค้าก็เห็นข้าเป็นของเล่นเหมือนกัน เค้าให้สิ่งที่ข้าต้องการ เค้าตักตวงสิ่งที่ข้าหยิบยื่นให้ มันตรงกัน มันสนุกมาก แต่แล้วข้าก็เบื่อ ข้าพยายามคิดว่าท่านก็เป็นของเล่นใหม่ที่ผู้ผลิตใส่กลยุทธ์มาเพื่อจะได้ไม่เบื่อง่ายๆ
แต่ความจริงที่โหดร้ายก็คือท่านเป็นของเล่นให้ข้าไม่ได้ เพราะท่านต้องการให้ตัวเองเป็น “คนที่รัก” สำหรับข้าเช่นกัน
เพราะความรักมันไม่ใช่เรื่องของ “ของเล่น” ไม่ว่าสังคม ทีวี นิตยสาร เพลง จะพูดถึงมันเป็นเรื่องคล้ายๆ “ของเล่น” ก็ตาม ข้ารู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าแล้วสรุปมันอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะถามใคร ก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะอ่านหนังสือกี่เล่ม ก็ดูเหมือนเขาจะไล่ให้ไปคิดเอาเอง ไม่งั้นก็สั่งให้ไปเป็นสาวก “รหัสยลัทธิ” กันซะอย่างนั้น
จริงๆแล้วพวกเขาอาจจะรู้ มันอาจจะมีคำตอบ แต่ไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจได้เลย มันคงเกินกว่าคำพูด ไม่ว่าเค้าจะพยายามถ่ายทอดให้ได้ดีแค่ไหน ลงท้าย.. “คำพูด” มันก็มีอยู่แค่นี้ มีให้เลือกพูดอยู่มีกี่คำ ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำภาพความน่าสมเพชของ “ของเล่น” ในใจของคนฟังอย่างข้ามากขึ้นเท่านั้น
เพราะท่าน “รัก” ข้า แต่ข้าไม่สามารถรักท่านได้ ตราบใดที่ข้าไม่โต.. ถ้าการ “โต” หมายถึงการ “เข้าใจถูก” ตราบใดที่ข้ายังงมโข่งอยู่กับความคิดวนไปวนมา
..ไม่ว่า “ความรัก” จริงๆแล้วจะหมายถึงอะไร แต่คงไม่ได้หมายถึงแค่ การเป็น “ของเล่น” ของกันและกัน แน่ๆ กระนั้นความรักสำหรับข้าในทุกวันนี้มันเป็น “แค่นั้น” จริงๆ ข้าไม่สามารถเข้าใจความรักที่มากกว่า “การตักตวงความสุขจากกันและกัน” ได้
ดังนั้น.. คำ “รัก” ที่ข้าบอกท่านทุกวันนี้ มันก็คงหมายความได้เพียงแค่ว่า ท่านคือคนที่ให้ “ความสุข” แก่ข้าได้มากที่สุด ณ ตอนนี้ และท่านก็คงจะเป็นได้แค่ของเล่นชิ้นใหญ่อีกชิ้นหนึ่งที่คนขี้เบื่ออย่างข้ายังเบื่อไม่ได้ง่ายๆเท่านั้น
วันนี้.. ตอนนี้.. ข้า “ต้องการ” ท่าน ข้าพูดว่า “รัก” ท่าน โดยที่ตัวเองยังไม่รู้ไม่เข้าใจความรักเลย ถ้าวันนึงข้าเข้าใจความรัก ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่าท่านจะเปลี่ยนสถานะตามจาก “ของเล่น” ไปเป็น “คนที่รัก” ได้ด้วยหรือเปล่า
“เวลา” ที่ข้าพูดว่าต้องการจากท่าน อาจไม่ได้หมายถึงเวลาในความหมายของมันจริงๆก็ได้ มันอาจหมายถึง “ความสุข” ที่จะตักตวงมาได้มากขึ้น จากการได้ยินคำพูดบางคำ เช่น คำว่า ตลอดเวลา หรือ ตลอดไป
อาจมีวันที่ข้าเบื่อของเล่นอย่างท่านแล้ว เมื่อถึงวันนั้น.. “เวลา” ก็คงไม่สำคัญอีกต่อไป ช่วงเวลาที่ท่านเตรียมไว้ให้ข้า ... แต่ข้าก็คงจะไม่ได้ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว ข้าคงไม่ต้องการเวลาที่เหลือพวกนั้นอีก .. เวลาที่มัน “เกินไป” ที่ข้าต้องการคงเป็น “คำพูดว่าตลอดไป” แต่ไม่ได้หมายถึง การอยู่ด้วยกันตลอดไปจริงๆหรอก ?
Russian Soprano 'Vitas'. วันนี้ภูมิใจนำเสนอนักร้อง Russian Pop คนนึง ระดับเสียง Soprano ทีเดียว แต่เป็น ผู้ชาย นะฮ๊ะ มีนามว่า 'Vitas' --- Vitas - Opera2 : ไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง2 แต่เพลงนี้สำหรับคนชอบเสียง 'กรี๊ด' จริงๆ ดนตรีถูกใจเรามากๆ ส่วนเอ็มวีก็คิดว่าคงจะเข้ากับเนื้อเพลงตามภาษาเค้า http://www.youtube.com/watch?v=ygJYxMP_ICY Vitas - Krikom : เสียงร้องฟังเอาเอง เอ็มวีถึงไอเดียจะดูไม่เฟรชนัก แต่เหมือนจะนำเสนอสิ่งที่แมตช์กับเปเปอร์เราข้างล่างอยู่นิดนึง ^^* http://www.youtube.com/watch?v=Sem3-wh4DPc Donizetti's Lucia Di Lammermoorr : วิร๊าสกับสองสาว violin diva เอ็มวีทำออกมาสวยแบบเนียนๆ ถึงองค์ประกอบที่เลือกมาใส่จะดูขัดๆแต่ก็ไม่แปลกตาเท่าไหร่ http://www.youtube.com/watch?v=r3yfFOq_CFQ Schubert's Ave Maria (Live) : cover ave maria รับประกัน จะต้องเป็น version ที่ดีที่สุดที่ทุกท่านเคยฟังมาเจ้าค่ะ > <!!! http://www.youtube.com/watch?v=id2W15zbc5Q --- ถ้าสนใจผู้ชายหน้าหล่อเรียบเนียน-เสียงหวานโดนใจคนนี้ อย่าหวังจะหา mp3 จาก bit torrent เจอ ลอง search ใน google จะเจอเว็บจีนมากมาย คุณภาพ bitrate มักไม่ถึง 256 kbps แต่ก็พอฟังได้ ^^* . Universe SpiritualitySelected Topic : Inspirations from ‘History of Indian Philosophy’
Universe Spirituality
ความเชื่อมากมายที่ล้วนกำเนิดจากสันดานความกลัวของมนุษย์ฝังรากลึกลงในจิตใจ คำสอนถูกส่งผ่านออกจากความคิดสู่ปาก พรั่งพรูไปสู่โสตผู้ฟัง จากโสตผู้ฟังเข้าสู่ความคิดที่มีตาข่ายกั้นกรองอยู่ ปล่อยให้สิ่งที่ชอบที่รักเข้าไปสมสู่กับก้อนแห่งจิตตนเอง เขี่ยสิ่งที่เกลียดที่ชังทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
จากที่เคยเป็นเหมือนเส้นเชือกสีขาวบริสุทธิ์ ก็แปดเปื้อนไปด้วยสีอื่นๆอันถูกแนบเข้ามาจากผู้ที่ส่งผ่าน สันดานความเลือกที่รักมักที่ชัง สันดานความเห็นแก่ตัว ถูกผสมเข้าไปเรื่อยๆ ทีละน้อยๆ วันเวลาผ่านไป ผู้ที่ระลึกได้ว่า "เชื่อ" สิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไร ผู้ที่รับเชือกมาแล้วสามารถแยกแยะสีขาวออกจากสีอื่นได้ ก็ค่อยๆตายจากไปในระยะทางอันยาวไกลของประวัติศาสตร์
เส้นเชือกเหล่านั้น บัดนี้ยากยิ่งแล้ว ที่จะเป็นหลักให้มนุษย์ฉุดดึงตนไปสู่ความสงบสุข แม้ผู้ที่ยินยอมพร้อมใจจะยังคงเหลืออยู่ แต่ความมั่นใจในเชือกเหล่านั้นคงมิเคยได้แผ้วพานในจิตใจของเขา ศาสนาคืออะไรเล่าในเวลานี้ ? หนึ่งในสถานะที่ระบุอยู่บนเอกสารบ่งตัวของประเทศที่สังกัด ? ลัทธิปฏิบัติศาสนกิจเพื่อแสดงออกถึงความเป็นชุมชนของคนที่ดีงาม ?
มนุษย์อีกพวกหนึ่งเห็นความเปื่อยยุ่ยอันจะนำไปสู่การขาดสะบั้นลงของเส้นเชือกเหล่านั้นในอนาคต พร้อมๆกันจึงได้พยายามทอเชือกอีกเส้นหนึ่งขึ้นจากวัสดุที่แตกต่างออกไป วัสดุที่เรียกว่า ‘ปัญญา’ มิใช่ ‘ศรัทธา’ แต่รูปแบบการทอเชือกชนิดที่พวกเขาคิดขึ้นใหม่นี้มีความพิเศษที่ต่างออกไป เพราะมันสามารถทอขึ้นได้ด้วยฝีมือของใครก็ตามที่อยากมีเชือกไว้ใช้ส่วนตัว
ชะตากรรมของเส้นเชือกเหล่านี้จึงยุ่งเหยิงวุ่นวายยิ่งกว่า แต่ละเส้น ... ต่างเส้นต่างถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากความคิดของละคน บางคนเอาเชือกเส้นอื่นมาร้อยรัด ตัดต่อ พันเข้ากับเชือกของตน
ยิ่งนานไป … เมื่อวันหนึ่งผู้คนเหนื่อยล้า ไม่มีใครสนใจจะทอเชือกใช้เองอีกต่อไป ไม่มีใครสนใจที่จะศึกษาวิธีการทอเชือกแม้ว่าจะทำได้ง่ายสักเพียงไหน
แม้ว่าจะเล็งเห็นความเสื่อมโทรมของเชือกเก่าๆเหล่านั้น ... แต่ในเมื่อพวกเขาลืมไปแล้วว่า การช่วยกันทอเส้นเชือกให้แข็งแรงเคยเป็นหน้าที่ของมนุษยชาติ พวกเขาจึงยอมไปตามเส้นทางที่เชือกเก่าๆขาดๆได้พาดผ่านไว้
ผู้คนที่ฉุกใจสงสัยแม้จะพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็มิได้คิดถึงสิ่งใหม่ๆ ... มิได้คิดถึงทางใหม่ๆ เพียงแค่พยายามหาเส้นใยในเชือกที่ยังมีสีขาวบริสุทธิ์อยู่ ยังมีความแข็งแรงดีอยู่ แล้วรวบรวมมันมาทอเป็นเส้นที่เหมือนจะดูใหม่ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร
เส้นเชือกที่ถักทอขึ้นโดยศาสดาของศาสนาต่างๆและนักปรัชญาแต่ละคน แม้ว่าต่างจะมาจากจิตวิญญาณของความใคร่รู้และปรารถนาดี รวมทั้งผ่านวิธีการอันล้ำลึกแห่งปัญญาของพวกท่าน แต่ก็มิพ้นต้องเสื่อมสลายไปด้วยปัจจัยแห่งกาลเวลา และปัญญาอันเขลาของผู้ที่มาทีหลัง
ในระหว่างกระบวนการเหล่านี้ได้มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมา ‘วิทยาศาสตร์’ ใครๆต่างก็บอกว่ามันกำเนิดมาจากปรัชญา แต่ก็น่าสงสัยว่าอาจเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน เพียงแต่ยังไม่แยกจากกัน ถ้ามันเกิดมาพร้อมกัน ... นั่นเป็นเพราะมันเกิดจากสองด้านของมนุษย์หรือเปล่า จึงทำให้เมื่อเติบโตขึ้น อันหนึ่งจึงคงรูป อีกอันหนึ่งจึงกลายพันธุ์และบิดเบี้ยวไป เป็น ... ‘เทคโนโลยี’
สิ่งนี้เองที่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยของรอยร้าวระหว่างมนุษยชาติ ช่องว่างระหว่างคนเราค่อยๆคับแคบลงจนแทบหายใจไม่ออก แต่ช่องว่างระหว่างจิตใจกลับยิ่งไกลและห่างออกไป จนวันหนึ่งมนุษย์แทบทุกผู้ก็ได้รับรู้ถึงความโหวงเหวงอันน่าอึดอัดรอบกาย
มนุษย์ถูกตัดขาดจากความเป็นตัวของตัวเอง จากธรรมชาติรอบๆตัวเอง เส้นใยทั้งที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับจิตวิญญาณของเขาเอง ได้ถูกตัดให้ขาดสะบั้นลง ด้วยกรรไกรที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ด้วยกรรไกรที่มาจากโรงงานของลัทธิทางเศรษฐกิจและการเมืองสมัยใหม่ ที่มนุษยชาติไม่สามารถโทษใครได้นอกจากตนเอง
สิ่งที่ท่านผู้ถักทอเชือกเหล่านั้นตั้งใจ มิใช่อื่นใดไกลเลย หากมองให้ลึกแล้วจุดมุ่งหมายที่เชือกของแต่ละท่านทอดยาวไปถึง ก็อาจนับได้ว่าเป็นจุดเดียวกันด้วยซ้ำ เพียงแต่ท่านทั้งหลายได้ต่างคนต่างสร้างเอาไว้ ก็เป็นเพราะ ‘วัฒนธรรม’ ได้พาท่านเดินทางมาเสียไกล ทางที่เราสามารถเริ่มต้นได้ ยิ่งมีหลากหลายนั้น ก็เพียงเพื่อให้จำนวนของผู้ที่มีโอกาสรู้จักกับสภาวะดั้งเดิมแห่งตนมีมากขึ้นเท่านั้น
สภาวะดั้งเดิมของมนุษย์ ‘เป็น’ อย่างไร ? และ มัน ‘คือ’ อะไร ? มนุษย์ คือ อะไร ? นี่ไม่ใช่หรือคือ ‘คำถาม’ ที่เราล้วนต้องการคำตอบตลอดมา
ลัทธิทางศาสนะและปรัชญามากมายได้เคยนำเสนอไปแล้ว ซ้ำไป .. ซ้ำมา
เรื่องของ ‘จิตวิญญาณสากล’
อาจมิใช่เพราะมันเป็นความจริง แต่เพราะมันดูเป็นแนวความคิดที่เรียบง่ายที่สุด มีปัญหาหรือข้อบกพร่องให้โจมตีน้อยที่สุด สามารถเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่อยู่รอบกายเราตลอดเวลา แต่เรามองข้ามที่จะให้ความสนใจไปได้ง่ายที่สุด … ธรรมชาติ …
มันก็อาจเป็นไปได้ที่ ‘สิ่งนี้’ จะเป็นเรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่เมื่อประสานมันเข้ากับธรรมชาติรอบกาย ที่มนุษย์ต่าง ‘ยอมรับ’ ว่ารู้จักมันดี ซ้ำบางครั้งยังแยก ‘ตัวเอง’ ออกจากมัน ทั้งยังทำตัวราวกับเป็นเจ้าของ ... ด้วย ‘เทคโนโลยี’
ก็คงไม่ยากที่มนุษย์จะยอมรับถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มีระบบอันละเอียดล้ำลึกนั้นบ้าง ?
แล้วไม่คิดหรือว่ามนุษย์เองมีความอัศจรรย์มากมาย และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งสากลนี้เช่นกัน ?
จะดีไหมหากสักวันหนึ่งมนุษย์ทุกผู้จะสำนึกรู้ว่าตนเองที่แท้แล้วเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกัน ของกันและกัน เป็นส่วนเดียวกันกับของธรรมชาติที่โอบล้อมตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดและดับอีกสักกี่ครั้งก็มีอ้อมแขนเดิมที่คอยอุ้มชูอยู่เสมอ
อาจเป็นไปได้ที่ใครๆก็กล่าวว่า มนุษย์ที่ ‘ก้าวหน้า’ มาไกลถึงขนาดนี้ จะต้องสูญเสียความหลากหลายไป
พูดให้ชัดกว่านั้นคือ คนที่หยิ่งผยองอาจต้องสูญเสียความโดดเด่น แม้จะสร้างสรรค์ผลงานมากมายที่ผู้อื่นไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อเป็นหนึ่งเดียว ความกลัวที่จะต้องกล่าวว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ 'ของเขา' ก็ได้สั่นสะเทือนต่อมความเห็นแก่ตนเสียจนไม่อาจทนได้
คนที่ชอบข่มผู้อื่นอาจต้องสูญเสียอำนาจนั้น จากเดิมที่เคยมีความภูมิใจล้นเหลือ เนื่องมาจากในมันสมองที่มีเล่ห์กลหลักแหลมมากมาย แต่เมื่อเป็นหนึ่งเดียว ความไม่มั่นคงที่สั่นพื้นที่ใต้เท้าของเขา ก็ได้ทำให้ขยาดขลาดกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
คนที่คิดว่าเอาชนะธรรมชาติได้อาจต้องยอมแพ้ จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันก้าวหน้า ที่ต่างเข้าใจว่าเป็นเครื่องมือรับใช้มนุษย์ แต่เมื่อเป็นหนึ่งเดียว แขนขาที่มีไว้ใช้ประโยชน์ก็เหมือนถูกตัดไป เพราะที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่า การพยายามเข้าใจ 'สิ่งนั้น' ในอีกทางหนึ่ง โดยไม่รู้ตัว
สิ่งนั้นที่เป็นแหล่งกำเนิดของพวกเขาเอง สิ่งนั้นที่อยู่รอบตัวเขาและเป็นตัวเขาในขณะเดียวกัน
แต่อีกแง่หนึ่งก็อาจไม่ต้องสูญเสียอะไรมากขนาดนั้น เพียงแค่ต้องทำใจยอมรับว่าจะต้อง “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง” เพราะถึงที่สุดแล้วทั้งเขาและเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ที่ชื่อว่า โลกใบนี้ ทุกๆคนก็คือหนึ่งเดียวกัน
สงครามอาจจะหายไป รอยร้าวอาจจะถูกประสานได้ด้วยความคิดนี้
อาจไม่จำเป็นต้องถึงกับหมดอาลัยในชีวิต เลิกกระตือรือร้นอยากรู้เรื่องต่างๆ เพราะเมื่อเราค้นพบอะไรสักอย่าง ไม่ดีหรอกหรือ ที่จะสามารถเปรียบมันกับการเข้าถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราอยู่ในอีกขั้นหนึ่ง ธรรมชาติที่เราเป็น ธรรมชาติที่เราเป็นส่วนหนึ่งของมัน
-------
References & Inspirations
สุนทร ณ รังษี --- ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ กฤษณะ ไทวปายนวยาส : (รจนา อินทรายุธ แปล) --- ภควัทคีตา พจนา จันทรสันติ --- วิถีแห่งเต๋า สุวรรณา สถาอานันท์ --- กระแสธารปรัชญาจีน Jostien Gaarder --- Sophie’s World Darren Aronofsky --- The Fountain IMDb : The Internet Movie Database --- The Fountain : Reviews & Synopsis Square Enix CO., LTD. --- Final Fantasy VII : Advent Children Stanford Encyclopedia of Philosophy --- Baruch Spinoza Stanford Encyclopedia of Philosophy --- Pantheism, Deism, Mysticism Wikipedia, the free encyclopedia --- Atman, Brahman, Paramatman, Moksha Wikipedia, the free encyclopedia --- Nirvana, Samsara Entertainment Weekly --- The Fountain : From Here to Eternity ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย --- วิชาปรัชญาทั่วไป, ประวัติปรัชญาตะวันตก, ประวัติปรัชญาตะวันออก และ ปรัชญาอินเดีย damnstupidshitthingsinmyhead
** อาจเป็นเรื่อง absurd เกินไปสำหรับคนบางกลุ่ม thus, หากอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องสะเออะ มา ‘เออ-ออ’ แบบมั่วๆ (แม้จะด้วยความหวังดีก็ตาม) **
มีอาการเฟลชนิดที่เป็นประจำอยู่ประเภทนึง สาเหตุคลุมเครือไม่ต่างจากอาการเฟลคนอื่นๆเค้า รู้แต่ว่าปิดเทอมทีไรเป็นแบบนี้ทุกที ...แต่ก็ใช่ว่าช่วงอื่นจะไม่เป็น
คงไม่ใช่เพราะเวลาว่างเยอะเกินไป เพราะก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรต้องทำอีกมากมาย แต่แม่งก็เฟลอยู่ดี
ตอนนี้กูกำลังอยู่ในโหมดนี้ อยู่ดีๆก็เป็น คงมาจากหลายๆสาเหตุที่สะสมมาเรื่อยๆ นับไม่ถ้วนว่าอะไรบ้าง ครั้งนี้คงมา peak เอาตอนรู้เกรด ถึงจะทำใจเรื่องเรียนได้แต่มันคงยังสะท้อนใจอยู่
มันคงทำให้กูรู้ตัวว่าชีวิตกูมันบัดซบแค่ไหน ทั้งโง่ ทั้งขี้เกียจ ทั้งไม่รับผิดชอบ
คิดว่าจะทำอะไร - ยังไง - เวลาไหน แต่ถึงเวลาก็ไม่ได้ทำ - ทำไม่ได้ - ผลัดออกไป ไม่เคยควบคุมตัวเองได้ ปล่อยให้อารมณ์ทำแทนทั้งนั้น
ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน.. แต่มองทะลุไปถึงแง่มุมอื่นๆที่ฉายชัดอยู่ ..สันดานเลวพวกนั้นที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นกู
จะว่าไปสาเหตุที่เฟลมันดูไม่ relevant กับผลสักเท่าไหร่ มันกลายเป็นว่ากู..
รู้สึกไม่อยากให้ชีวิตเกี่ยวข้องกับคนรอบตัว รู้สึกว่าชีวิตที่ต้องพบเจอคนมากมายมันน่ารำคาญ รู้สึกเบื่อต้องคุยแบบ “จิ๊จ๊ะอิ๊อ๊ะ” กับมนุษย์คนอื่น รู้สึกอยากหนีจากความเบาหวิวเหลือทนของสิ่งมีชีวิต รู้สึกสะอิดสะเอียนความไร้สาระของสิ่งรอบตัว
มลภาวะสำหรับกูทั้งนั้น.. ข้อความมากมายที่สื่อออกมาโดยใครบ้างก็ไม่รู้ ลอยเกลื่อนอยู่ในอากาศ ..เสียงบ้าบอที่ไร้ความความหมาย ..ภาพไร้สาระที่เป็นขยะสายตา เป็นสวะที่ไม่มีค่าสำหรับกู เบียดจน oxygen ของกูหนีไปไหนไม่รู้ จนกูแทบจะหายใจไม่ออก..
แล้วกูก็เลยจำเป็นต้องสูดมันเข้ามา ต้องรับรู้มันโดยที่ไม่ตั้งใจและไม่เต็มใจ กูไม่สามารถกรองห่าเหวอะไรที่ไม่ต้องการออกไปได้
มันเป็นอารมณ์เฟลที่ยิ่งอยู่คนเดียวยิ่งฟุ้งซ่าน แต่ตัวเองก็ไม่อยากออกจากกรงไปอยู่กับคนอื่น
ไม่รู้ว่าอยากปลีกวิเวกเพื่อหา solution แก้เฟลเอง หรือว่าอยากจมในหลุมให้ลึกขึ้นเรื่อยๆด้วยความ sadism
รู้สึกเบื่อการเอาเวลาของตัวเองไปเสียกับเรื่องบ้าบอ รู้สึกอยากอยู่คนเดียว รุ้สึกว่าคุยกับตัวเองก็พอ รู้สึกควรจะหายตัวไปอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไกลๆ รู้สึกเวลาทำอะไรๆคนเดียวแล้วโลกโคตรสงบ จะเขมิบหนังสือ ชำเรากระดาษ กระซวกหนัง เอาเพลงกระแทกหู ทำห่าอะไรก็ได้ตามใจกู
เคยรู้จักคนๆนึงที่เพื่อนมันเรียกมันว่าพวก ‘ปัจเจกนิยม’ ที่จริงคำว่า ‘ปัจเจก’ มันก็ลึกซึ้งเกินไป เอาเป็นว่าคนๆนี้ก็น่าจะเป็นแค่ด้านเล็กๆ ด้านใดด้านนึงของคำว่า ‘ปัจเจก’ แล้วกัน
การรู้จักมันทำให้เราสงสัยมากว่า..
ทำไมเวลาส่วนมากในชีวิตมันถึงไม่ชอบสุงสิงกับใคร? ทำไมเดินไปไหนมาไหนคนเดียวในที่ๆคนแออัด ถึงได้มีความสุขกว่าการเดินในที่สงบๆกับคนรู้จัก?
แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเข้าใจมัน ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกรึเปล่า ‘คนอื่น’ ก็ย่อมจะทำได้แค่ตีความเองเท่านั้น
ก็แค่..
รู้สึกเบื่อที่จะต้องคุยเรื่องจิปาถะ (นิยามว่าเรื่อง ‘จิ๊จ๊ะอิ๊อ๊ะ’) รู้สึกว่าถ้าไม่ใช่งานที่ต้องทำ/ภาระที่ต้องรับผิดชอบ ก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลย.. ไม่ต่างอะไรกับขนนกที่ลอยไป-มาอย่างไร้แก่นสาร
แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม มันต้องมีช่วงเวลาที่คนเรา จำเป็นต้องก้าวขาออกไปจากพื้นที่ส่วนตัว
คนๆนั้นตอนนี้มันจะเป็นยังไงเราก็ไม่รู้แล้ว แต่เราเป็นแบบนี้ก็แค่เฉพาะช่วงที่เฟล..
รู้สึกสะอิดสะเอียดกับหน้ากากที่คนรอบๆใส่เข้ามาหา รู้สึกขยะแขยงกับสิ่งที่เรามองเห็นในตัวของคนที่ไม่ใส่หน้ากาก รู้สึกเบื่อบทสนทนาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย
“เป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม?” “ช่วงนี้เรียนเป็นยังไงมั่งล่ะ?” “วันนี้กินข้าวรึยัง?” “ปิดเทอมไปเที่ยวไหน?”
พอที...กูรำคาญ
พอกูรำคาญแล้วกูควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ กูระงับคำพูดที่ตัวเองจะโต้ตอบออกไปไม่ได้
ช่วงนี้อยู่บ้านอยู่ร้านกับพ่อแม่ยังมีเรื่องแทบทุกวัน กินข้าวด้วยกัน นั่งทำงานด้วยกัน กูยังพอจะทนได้.. เริ่มบ่นหรือเริ่มติเตียนกูเท่านั้นแหล่ะ ปากหมาๆของกูก็ไม่อยู่เฉย กูไม่ผิด กูไม่ใช่เด็ก กูเท่าเทียม ทำไมกูจะเถียงไม่ได้ ทำไมกูจะเป็นฝ่ายตำหนิพ่อแม่บ้างไม่ได้ ก็พ่อแม่ผิดจริง เห็นๆกันอยู่ ต่อมอารมณ์กูไม่เคยบังคับได้หรอก กาลเทศะไม่ช่วยอะไรเลย
แม้แต่กับพ่อแม่กูยังเป็นอย่างงี้เลย วันก่อนมี meeting ห้องตอนม.ปลาย กูเลยตัดปัญหา ชิ่งแม่ง เพราะโหมดนี้ กูคุยกับใครไม่รู้เรื่องหรอก ยิ่งเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ บทสนทนายิ่งมีแต่เรื่อง ‘อิ๊อ๊ะจิ๊จ๊ะ’ ไร้สาระ วุ่นวาย มากมายไปใหญ่
กูเบื่อ... กูเซ็ง... ทำไมถึงต้องมีแต่เรื่องไร้สาระ?
ช่วงนี้ให้กูหนีจากมันไปสักพัก ช่วยเอาเรื่องแบบนี้ไปให้ไกลๆตีนกูที
กูรู้หรอกนะว่าไอ้ข้อความประเภทนี้มันดียังไง กูรู้ว่าบางทีมันก็จำเป็น กูรู้ว่าใครๆก็ต้องการกำลังใจ กูรู้ว่าใครๆก็อยากแสดงน้ำใจของตัวเอง
แต่มองอีกด้านมันก็แค่ ‘การแสดง’ แล้วที่แท้แม่งต่างจะอะไรกับการเสแสร้งล่ะ?
- - - - - - - - - - - -
ไหนๆก็พูดถึงคนรู้จักคนนั้นขึ้นมาแล้ว มีอีก point ที่อยากพูดถึง
เคยสงสัยมาตลอดว่า ทำไมแม่งต้องดิ้นรนทำตัวให้แตกต่าง ทั้งๆที่ ‘ความแตกต่าง’ อันนั้นๆ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมี ‘ตัวมัน’ เป็น sub-set เพียงคนเดียว
ตลอดเวลา..รู้สึกต่อต้านมันว่าแม่งดัดจริต คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร ที่แท้ก็แค่ ไม่(อยาก)เหมือนใคร เท่านั้นเอง
มันกำลังวิ่ง ทั้งๆที้รู้ว่าวิ่งยังไงก็ไม่มีทาง ‘หนี’ พ้น จนคนที่มองดูมันแอบด่าและเหยียดหยามในใจ “ทำไปเพื่ออะไร? ปัญญาอ่อน..”
ยูเนี่ยนของมนุษย์นั้นกว้างใหญ่มากนัก จนการสร้างพื้นที่ของตนเองขึ้นมานั้น ไม่ต่างอะไรกับการวาดวงกลมขึ้นมาขังตัวเอง กันตัวเองไว้อีกชั้นจาก sub-set อื่นๆในวงกลมใหญ่
ดึงเอาสิ่งที่คิดว่าดีจากส่วนนู้น ส่วนนี้ นี่แหละสิ่งที่กูเป็น..กูเป็นกู..ไม่เหมือนใคร
แต่อย่างที่บอกไปแล้ว ‘ความแตกต่าง’ ชนิดนึง ไม่มีทางหรอกที่จะมีสมาชิกแค่คนเดียว ไม่นานก็มีมากขึ้นๆจน ‘ความแตกต่าง’ บางชนิด เกือบจะกลายเป็น set อนันต์ ต้องหนีอีกแล้วสิ?
คำว่า ‘ก้าวออกจากกรอบ’ ที่ใครๆพูดกันนั่น มันไม่มีอยู่จริงหรอก..
แต่ถ้าไม่พยายามจะวิ่งหนี.. อยู่กับที่? ปล่อยตัวเองไปเรื่อยๆตามแต่กระแสหลักจะพัดพา ไม่ขวนขวายจะวาดวงกลมขึ้นมาเป็นของตัวเอง
“ก็แบบนี้กูไม่มีความสุขนี่ !!”
การสร้างวงกลมเล็กๆนี้ขึ้นมาขังตัวเองไว้ ก็คงจะเป็นการสร้างอิสระภาพเล็กๆอย่างนึง ในพื้นที่แคบๆที่เรียกว่าพื้นที่ส่วนตัว คงหนีไม่พ้นที่เส้นรอบวง จะไปทับกับของวงอื่นอีกหลายๆวงเข้า แต่อย่างน้อยก็รู้ว่ากูมีวงกลมเป็นของตัวเอง
อย่างน้อยกูก็มีความสุขที่ได้ใส่รองเท้าและออกวิ่ง กูมีความสุขกับการว่ายน้ำไปในทิศทางของกูเอง แม้ว่ารอยตีนที่กูย่ำเดินมันจะซ้ำกับคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ กูก็ยินดีจะเลือกอีกครั้ง.. ว่ากูจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน
ในเมื่อคำว่า ‘ไม่เหมือนใคร’ มันไม่มีอยู่จริง การ ‘ไม่(อยาก)เหมือนใคร’ ก็มีแรงดึงดูด ชวนให้ลองเป็นอย่างยากที่จะต่อต้าน.. หรือไม่จริง?
แล้วมันจะทำยังไงได้ล่ะ?
แม้จะไม่ใช่การที่ ‘สิ่งที่เราชอบ’ ไม่เหมือนใคร เราก็ต้อง ‘พยายาม’ ที่จะชอบ ‘สิ่งที่คนอื่นไม่ชอบ’ แทน
คงคื้อๆกันแหล่ะมั้ง?
“ก็ในเมื่อกูมีความสุขที่จะทำแบบนี้ กูก็จะทำแบบนี้อ่ะ!!”
- 忍 -เมื่อวานดูหนังเรื่อง " 忍 " SHINOBI (Heart Under Blade)
soundtrack เพราะดี ของเจ๊อายู ดูท่าจะเก่ามากแล้ว
เอามาลงเป็น bg track ใน space ซะ
<< ฝาก SHINOBI movie's official site >>
หนังสวยดี ทั้งฉากทั้งนางเอก (ฮา) plot น้ำเน่า
แต่ทำออกมาแล้ว สนุก+ซึ้ง จนลืมความเว่อร์ไปเลย
ทำเอาช่วงนี้กลับมาชอบดูหนังจำพวก asian period-action ซะงั้น
-----------------
HEAVEN
浜崎あゆみ -忍- OST 最期に君が微笑んで
真っすぐに差し出したものは ただあまりに綺麗すぎて こらえきれず涙溢れた あの日きっとふたりは愛に触れた
私達は探し合って
時に自分を見失って やがて見つけ合ったのなら どんな結末が待っていても 運命と呼ぶ以外他にはない
Lalala...Lalala...
君が旅立ったあの空に
やさしく私を照らす星が光った 側にいて愛する人時を越えて形を変えて
ふたりまだ見ぬ未来がここに ねえこんなにも残ってるから 側にいて愛する人時を越えて形を変えて
ふたりまだ見ぬ未来がここに 残ってるから 信じて愛する人私の中で君は生きる
だからこれから先もずっと サヨナラなんて言わない あの日きっとふたりは愛に触れた
-----------------
Heaven
Ayumi hamasaki Shinobi OST What you offered straight to me
With a smile for the last time Was just so beautiful That I gave way to tears Surely, that day
The two of us touched love We sought for each other
Lost ourselves at times And found each other at last So whatever result may be waiting for us It's nothing but
Destiny la la la la la la la la la la
la la la la la la la la la la In the sky you set out for
Stars are shining tenderly upon me Stay by my side, my love
Crossing over time and changing your shape You see? The future we haven't yet seen Remains here like this Stay by my side, my love
Crossing over time and changing your shape The future we haven't yet seen Remains here Trust me, my love
You live within me So I'll never Say good-bye to you Surely, that day
The two of us touched love .
.
.
|
|
|||
|
|