| Itchaya 的个人资料「FuYuKi」 冬木® : The A[B]s...照片日志列表 | 帮助 |
Universe SpiritualitySelected Topic : Inspirations from ‘History of Indian Philosophy’
Universe Spirituality
ความเชื่อมากมายที่ล้วนกำเนิดจากสันดานความกลัวของมนุษย์ฝังรากลึกลงในจิตใจ คำสอนถูกส่งผ่านออกจากความคิดสู่ปาก พรั่งพรูไปสู่โสตผู้ฟัง จากโสตผู้ฟังเข้าสู่ความคิดที่มีตาข่ายกั้นกรองอยู่ ปล่อยให้สิ่งที่ชอบที่รักเข้าไปสมสู่กับก้อนแห่งจิตตนเอง เขี่ยสิ่งที่เกลียดที่ชังทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
จากที่เคยเป็นเหมือนเส้นเชือกสีขาวบริสุทธิ์ ก็แปดเปื้อนไปด้วยสีอื่นๆอันถูกแนบเข้ามาจากผู้ที่ส่งผ่าน สันดานความเลือกที่รักมักที่ชัง สันดานความเห็นแก่ตัว ถูกผสมเข้าไปเรื่อยๆ ทีละน้อยๆ วันเวลาผ่านไป ผู้ที่ระลึกได้ว่า "เชื่อ" สิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไร ผู้ที่รับเชือกมาแล้วสามารถแยกแยะสีขาวออกจากสีอื่นได้ ก็ค่อยๆตายจากไปในระยะทางอันยาวไกลของประวัติศาสตร์
เส้นเชือกเหล่านั้น บัดนี้ยากยิ่งแล้ว ที่จะเป็นหลักให้มนุษย์ฉุดดึงตนไปสู่ความสงบสุข แม้ผู้ที่ยินยอมพร้อมใจจะยังคงเหลืออยู่ แต่ความมั่นใจในเชือกเหล่านั้นคงมิเคยได้แผ้วพานในจิตใจของเขา ศาสนาคืออะไรเล่าในเวลานี้ ? หนึ่งในสถานะที่ระบุอยู่บนเอกสารบ่งตัวของประเทศที่สังกัด ? ลัทธิปฏิบัติศาสนกิจเพื่อแสดงออกถึงความเป็นชุมชนของคนที่ดีงาม ?
มนุษย์อีกพวกหนึ่งเห็นความเปื่อยยุ่ยอันจะนำไปสู่การขาดสะบั้นลงของเส้นเชือกเหล่านั้นในอนาคต พร้อมๆกันจึงได้พยายามทอเชือกอีกเส้นหนึ่งขึ้นจากวัสดุที่แตกต่างออกไป วัสดุที่เรียกว่า ‘ปัญญา’ มิใช่ ‘ศรัทธา’ แต่รูปแบบการทอเชือกชนิดที่พวกเขาคิดขึ้นใหม่นี้มีความพิเศษที่ต่างออกไป เพราะมันสามารถทอขึ้นได้ด้วยฝีมือของใครก็ตามที่อยากมีเชือกไว้ใช้ส่วนตัว
ชะตากรรมของเส้นเชือกเหล่านี้จึงยุ่งเหยิงวุ่นวายยิ่งกว่า แต่ละเส้น ... ต่างเส้นต่างถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากความคิดของละคน บางคนเอาเชือกเส้นอื่นมาร้อยรัด ตัดต่อ พันเข้ากับเชือกของตน
ยิ่งนานไป … เมื่อวันหนึ่งผู้คนเหนื่อยล้า ไม่มีใครสนใจจะทอเชือกใช้เองอีกต่อไป ไม่มีใครสนใจที่จะศึกษาวิธีการทอเชือกแม้ว่าจะทำได้ง่ายสักเพียงไหน
แม้ว่าจะเล็งเห็นความเสื่อมโทรมของเชือกเก่าๆเหล่านั้น ... แต่ในเมื่อพวกเขาลืมไปแล้วว่า การช่วยกันทอเส้นเชือกให้แข็งแรงเคยเป็นหน้าที่ของมนุษยชาติ พวกเขาจึงยอมไปตามเส้นทางที่เชือกเก่าๆขาดๆได้พาดผ่านไว้
ผู้คนที่ฉุกใจสงสัยแม้จะพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็มิได้คิดถึงสิ่งใหม่ๆ ... มิได้คิดถึงทางใหม่ๆ เพียงแค่พยายามหาเส้นใยในเชือกที่ยังมีสีขาวบริสุทธิ์อยู่ ยังมีความแข็งแรงดีอยู่ แล้วรวบรวมมันมาทอเป็นเส้นที่เหมือนจะดูใหม่ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร
เส้นเชือกที่ถักทอขึ้นโดยศาสดาของศาสนาต่างๆและนักปรัชญาแต่ละคน แม้ว่าต่างจะมาจากจิตวิญญาณของความใคร่รู้และปรารถนาดี รวมทั้งผ่านวิธีการอันล้ำลึกแห่งปัญญาของพวกท่าน แต่ก็มิพ้นต้องเสื่อมสลายไปด้วยปัจจัยแห่งกาลเวลา และปัญญาอันเขลาของผู้ที่มาทีหลัง
ในระหว่างกระบวนการเหล่านี้ได้มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมา ‘วิทยาศาสตร์’ ใครๆต่างก็บอกว่ามันกำเนิดมาจากปรัชญา แต่ก็น่าสงสัยว่าอาจเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน เพียงแต่ยังไม่แยกจากกัน ถ้ามันเกิดมาพร้อมกัน ... นั่นเป็นเพราะมันเกิดจากสองด้านของมนุษย์หรือเปล่า จึงทำให้เมื่อเติบโตขึ้น อันหนึ่งจึงคงรูป อีกอันหนึ่งจึงกลายพันธุ์และบิดเบี้ยวไป เป็น ... ‘เทคโนโลยี’
สิ่งนี้เองที่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยของรอยร้าวระหว่างมนุษยชาติ ช่องว่างระหว่างคนเราค่อยๆคับแคบลงจนแทบหายใจไม่ออก แต่ช่องว่างระหว่างจิตใจกลับยิ่งไกลและห่างออกไป จนวันหนึ่งมนุษย์แทบทุกผู้ก็ได้รับรู้ถึงความโหวงเหวงอันน่าอึดอัดรอบกาย
มนุษย์ถูกตัดขาดจากความเป็นตัวของตัวเอง จากธรรมชาติรอบๆตัวเอง เส้นใยทั้งที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับจิตวิญญาณของเขาเอง ได้ถูกตัดให้ขาดสะบั้นลง ด้วยกรรไกรที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ด้วยกรรไกรที่มาจากโรงงานของลัทธิทางเศรษฐกิจและการเมืองสมัยใหม่ ที่มนุษยชาติไม่สามารถโทษใครได้นอกจากตนเอง
สิ่งที่ท่านผู้ถักทอเชือกเหล่านั้นตั้งใจ มิใช่อื่นใดไกลเลย หากมองให้ลึกแล้วจุดมุ่งหมายที่เชือกของแต่ละท่านทอดยาวไปถึง ก็อาจนับได้ว่าเป็นจุดเดียวกันด้วยซ้ำ เพียงแต่ท่านทั้งหลายได้ต่างคนต่างสร้างเอาไว้ ก็เป็นเพราะ ‘วัฒนธรรม’ ได้พาท่านเดินทางมาเสียไกล ทางที่เราสามารถเริ่มต้นได้ ยิ่งมีหลากหลายนั้น ก็เพียงเพื่อให้จำนวนของผู้ที่มีโอกาสรู้จักกับสภาวะดั้งเดิมแห่งตนมีมากขึ้นเท่านั้น
สภาวะดั้งเดิมของมนุษย์ ‘เป็น’ อย่างไร ? และ มัน ‘คือ’ อะไร ? มนุษย์ คือ อะไร ? นี่ไม่ใช่หรือคือ ‘คำถาม’ ที่เราล้วนต้องการคำตอบตลอดมา
ลัทธิทางศาสนะและปรัชญามากมายได้เคยนำเสนอไปแล้ว ซ้ำไป .. ซ้ำมา
เรื่องของ ‘จิตวิญญาณสากล’
อาจมิใช่เพราะมันเป็นความจริง แต่เพราะมันดูเป็นแนวความคิดที่เรียบง่ายที่สุด มีปัญหาหรือข้อบกพร่องให้โจมตีน้อยที่สุด สามารถเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่อยู่รอบกายเราตลอดเวลา แต่เรามองข้ามที่จะให้ความสนใจไปได้ง่ายที่สุด … ธรรมชาติ …
มันก็อาจเป็นไปได้ที่ ‘สิ่งนี้’ จะเป็นเรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่เมื่อประสานมันเข้ากับธรรมชาติรอบกาย ที่มนุษย์ต่าง ‘ยอมรับ’ ว่ารู้จักมันดี ซ้ำบางครั้งยังแยก ‘ตัวเอง’ ออกจากมัน ทั้งยังทำตัวราวกับเป็นเจ้าของ ... ด้วย ‘เทคโนโลยี’
ก็คงไม่ยากที่มนุษย์จะยอมรับถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มีระบบอันละเอียดล้ำลึกนั้นบ้าง ?
แล้วไม่คิดหรือว่ามนุษย์เองมีความอัศจรรย์มากมาย และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งสากลนี้เช่นกัน ?
จะดีไหมหากสักวันหนึ่งมนุษย์ทุกผู้จะสำนึกรู้ว่าตนเองที่แท้แล้วเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกัน ของกันและกัน เป็นส่วนเดียวกันกับของธรรมชาติที่โอบล้อมตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดและดับอีกสักกี่ครั้งก็มีอ้อมแขนเดิมที่คอยอุ้มชูอยู่เสมอ
อาจเป็นไปได้ที่ใครๆก็กล่าวว่า มนุษย์ที่ ‘ก้าวหน้า’ มาไกลถึงขนาดนี้ จะต้องสูญเสียความหลากหลายไป
พูดให้ชัดกว่านั้นคือ คนที่หยิ่งผยองอาจต้องสูญเสียความโดดเด่น แม้จะสร้างสรรค์ผลงานมากมายที่ผู้อื่นไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อเป็นหนึ่งเดียว ความกลัวที่จะต้องกล่าวว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ 'ของเขา' ก็ได้สั่นสะเทือนต่อมความเห็นแก่ตนเสียจนไม่อาจทนได้
คนที่ชอบข่มผู้อื่นอาจต้องสูญเสียอำนาจนั้น จากเดิมที่เคยมีความภูมิใจล้นเหลือ เนื่องมาจากในมันสมองที่มีเล่ห์กลหลักแหลมมากมาย แต่เมื่อเป็นหนึ่งเดียว ความไม่มั่นคงที่สั่นพื้นที่ใต้เท้าของเขา ก็ได้ทำให้ขยาดขลาดกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
คนที่คิดว่าเอาชนะธรรมชาติได้อาจต้องยอมแพ้ จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันก้าวหน้า ที่ต่างเข้าใจว่าเป็นเครื่องมือรับใช้มนุษย์ แต่เมื่อเป็นหนึ่งเดียว แขนขาที่มีไว้ใช้ประโยชน์ก็เหมือนถูกตัดไป เพราะที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่า การพยายามเข้าใจ 'สิ่งนั้น' ในอีกทางหนึ่ง โดยไม่รู้ตัว
สิ่งนั้นที่เป็นแหล่งกำเนิดของพวกเขาเอง สิ่งนั้นที่อยู่รอบตัวเขาและเป็นตัวเขาในขณะเดียวกัน
แต่อีกแง่หนึ่งก็อาจไม่ต้องสูญเสียอะไรมากขนาดนั้น เพียงแค่ต้องทำใจยอมรับว่าจะต้อง “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง” เพราะถึงที่สุดแล้วทั้งเขาและเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ที่ชื่อว่า โลกใบนี้ ทุกๆคนก็คือหนึ่งเดียวกัน
สงครามอาจจะหายไป รอยร้าวอาจจะถูกประสานได้ด้วยความคิดนี้
อาจไม่จำเป็นต้องถึงกับหมดอาลัยในชีวิต เลิกกระตือรือร้นอยากรู้เรื่องต่างๆ เพราะเมื่อเราค้นพบอะไรสักอย่าง ไม่ดีหรอกหรือ ที่จะสามารถเปรียบมันกับการเข้าถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราอยู่ในอีกขั้นหนึ่ง ธรรมชาติที่เราเป็น ธรรมชาติที่เราเป็นส่วนหนึ่งของมัน
-------
References & Inspirations
สุนทร ณ รังษี --- ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ กฤษณะ ไทวปายนวยาส : (รจนา อินทรายุธ แปล) --- ภควัทคีตา พจนา จันทรสันติ --- วิถีแห่งเต๋า สุวรรณา สถาอานันท์ --- กระแสธารปรัชญาจีน Jostien Gaarder --- Sophie’s World Darren Aronofsky --- The Fountain IMDb : The Internet Movie Database --- The Fountain : Reviews & Synopsis Square Enix CO., LTD. --- Final Fantasy VII : Advent Children Stanford Encyclopedia of Philosophy --- Baruch Spinoza Stanford Encyclopedia of Philosophy --- Pantheism, Deism, Mysticism Wikipedia, the free encyclopedia --- Atman, Brahman, Paramatman, Moksha Wikipedia, the free encyclopedia --- Nirvana, Samsara Entertainment Weekly --- The Fountain : From Here to Eternity ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย --- วิชาปรัชญาทั่วไป, ประวัติปรัชญาตะวันตก, ประวัติปรัชญาตะวันออก และ ปรัชญาอินเดีย 评论 (12)
引用通告此日志的引用通告 URL 是: http://fuyuki1969.spaces.live.com/blog/cns!D50CDD0942B82610!1106.trak 引用此项的网络日志
|
|
|