| Itchaya 的个人资料「FuYuKi」 冬木® : The A[B]s...照片日志列表 | 帮助 |
終わらない口付けお..
เพราะข้าเห็นท่านเป็น “ของเล่น” สิ่งที่ข้า “ให้” ท่าน มันก็เลยเป็นแค่การทำตามคู่มือแนะนำการเล่น สิ่งที่ข้า “ต้องการ” จากท่านมันก็เลยเป็นความสนุกสนานที่ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าของเล่นนั้นจะพัง แต่ท่านให้ข้าเป็น “คนที่รัก” ท่านไม่ได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าคาดหวังว่าจะได้ ท่านให้ข้าเท่าที่ท่านอยากจะให้ แล้วท่านก็ไม่ได้ต้องการความสุขจากข้ามากมายขนาดนั้น
สิ่งที่ข้าอยากให้ บางอย่างท่านไม่รับ สิ่งที่ข้าอยากได้ บางอย่างท่านไม่ให้ ขัดใจ คับข้องใจ ไม่พอใจ ..ของเล่นชิ้นนี้เลย
ข้าเคยอ่านฉลากที่อยู่ข้างกล่องของเล่นอื่นๆ ข้าดูรายการทีวี อ่านนิตยสารเกี่ยวกับของเล่น ข้าเคยเล่นของเล่นชิ้นอื่นมามากมาย คนอื่นเค้าก็เห็นข้าเป็นของเล่นเหมือนกัน เค้าให้สิ่งที่ข้าต้องการ เค้าตักตวงสิ่งที่ข้าหยิบยื่นให้ มันตรงกัน มันสนุกมาก แต่แล้วข้าก็เบื่อ ข้าพยายามคิดว่าท่านก็เป็นของเล่นใหม่ที่ผู้ผลิตใส่กลยุทธ์มาเพื่อจะได้ไม่เบื่อง่ายๆ
แต่ความจริงที่โหดร้ายก็คือท่านเป็นของเล่นให้ข้าไม่ได้ เพราะท่านต้องการให้ตัวเองเป็น “คนที่รัก” สำหรับข้าเช่นกัน
เพราะความรักมันไม่ใช่เรื่องของ “ของเล่น” ไม่ว่าสังคม ทีวี นิตยสาร เพลง จะพูดถึงมันเป็นเรื่องคล้ายๆ “ของเล่น” ก็ตาม ข้ารู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าแล้วสรุปมันอะไรกันแน่ ไม่ว่าจะถามใคร ก็ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะอ่านหนังสือกี่เล่ม ก็ดูเหมือนเขาจะไล่ให้ไปคิดเอาเอง ไม่งั้นก็สั่งให้ไปเป็นสาวก “รหัสยลัทธิ” กันซะอย่างนั้น
จริงๆแล้วพวกเขาอาจจะรู้ มันอาจจะมีคำตอบ แต่ไม่มีใครอธิบายให้เข้าใจได้เลย มันคงเกินกว่าคำพูด ไม่ว่าเค้าจะพยายามถ่ายทอดให้ได้ดีแค่ไหน ลงท้าย.. “คำพูด” มันก็มีอยู่แค่นี้ มีให้เลือกพูดอยู่มีกี่คำ ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำภาพความน่าสมเพชของ “ของเล่น” ในใจของคนฟังอย่างข้ามากขึ้นเท่านั้น
เพราะท่าน “รัก” ข้า แต่ข้าไม่สามารถรักท่านได้ ตราบใดที่ข้าไม่โต.. ถ้าการ “โต” หมายถึงการ “เข้าใจถูก” ตราบใดที่ข้ายังงมโข่งอยู่กับความคิดวนไปวนมา
..ไม่ว่า “ความรัก” จริงๆแล้วจะหมายถึงอะไร แต่คงไม่ได้หมายถึงแค่ การเป็น “ของเล่น” ของกันและกัน แน่ๆ กระนั้นความรักสำหรับข้าในทุกวันนี้มันเป็น “แค่นั้น” จริงๆ ข้าไม่สามารถเข้าใจความรักที่มากกว่า “การตักตวงความสุขจากกันและกัน” ได้
ดังนั้น.. คำ “รัก” ที่ข้าบอกท่านทุกวันนี้ มันก็คงหมายความได้เพียงแค่ว่า ท่านคือคนที่ให้ “ความสุข” แก่ข้าได้มากที่สุด ณ ตอนนี้ และท่านก็คงจะเป็นได้แค่ของเล่นชิ้นใหญ่อีกชิ้นหนึ่งที่คนขี้เบื่ออย่างข้ายังเบื่อไม่ได้ง่ายๆเท่านั้น
วันนี้.. ตอนนี้.. ข้า “ต้องการ” ท่าน ข้าพูดว่า “รัก” ท่าน โดยที่ตัวเองยังไม่รู้ไม่เข้าใจความรักเลย ถ้าวันนึงข้าเข้าใจความรัก ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่าท่านจะเปลี่ยนสถานะตามจาก “ของเล่น” ไปเป็น “คนที่รัก” ได้ด้วยหรือเปล่า
“เวลา” ที่ข้าพูดว่าต้องการจากท่าน อาจไม่ได้หมายถึงเวลาในความหมายของมันจริงๆก็ได้ มันอาจหมายถึง “ความสุข” ที่จะตักตวงมาได้มากขึ้น จากการได้ยินคำพูดบางคำ เช่น คำว่า ตลอดเวลา หรือ ตลอดไป
อาจมีวันที่ข้าเบื่อของเล่นอย่างท่านแล้ว เมื่อถึงวันนั้น.. “เวลา” ก็คงไม่สำคัญอีกต่อไป ช่วงเวลาที่ท่านเตรียมไว้ให้ข้า ... แต่ข้าก็คงจะไม่ได้ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว ข้าคงไม่ต้องการเวลาที่เหลือพวกนั้นอีก .. เวลาที่มัน “เกินไป” ที่ข้าต้องการคงเป็น “คำพูดว่าตลอดไป” แต่ไม่ได้หมายถึง การอยู่ด้วยกันตลอดไปจริงๆหรอก ?
Russian Soprano 'Vitas'. วันนี้ภูมิใจนำเสนอนักร้อง Russian Pop คนนึง ระดับเสียง Soprano ทีเดียว แต่เป็น ผู้ชาย นะฮ๊ะ มีนามว่า 'Vitas' --- Vitas - Opera2 : ไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง2 แต่เพลงนี้สำหรับคนชอบเสียง 'กรี๊ด' จริงๆ ดนตรีถูกใจเรามากๆ ส่วนเอ็มวีก็คิดว่าคงจะเข้ากับเนื้อเพลงตามภาษาเค้า http://www.youtube.com/watch?v=ygJYxMP_ICY Vitas - Krikom : เสียงร้องฟังเอาเอง เอ็มวีถึงไอเดียจะดูไม่เฟรชนัก แต่เหมือนจะนำเสนอสิ่งที่แมตช์กับเปเปอร์เราข้างล่างอยู่นิดนึง ^^* http://www.youtube.com/watch?v=Sem3-wh4DPc Donizetti's Lucia Di Lammermoorr : วิร๊าสกับสองสาว violin diva เอ็มวีทำออกมาสวยแบบเนียนๆ ถึงองค์ประกอบที่เลือกมาใส่จะดูขัดๆแต่ก็ไม่แปลกตาเท่าไหร่ http://www.youtube.com/watch?v=r3yfFOq_CFQ Schubert's Ave Maria (Live) : cover ave maria รับประกัน จะต้องเป็น version ที่ดีที่สุดที่ทุกท่านเคยฟังมาเจ้าค่ะ > <!!! http://www.youtube.com/watch?v=id2W15zbc5Q --- ถ้าสนใจผู้ชายหน้าหล่อเรียบเนียน-เสียงหวานโดนใจคนนี้ อย่าหวังจะหา mp3 จาก bit torrent เจอ ลอง search ใน google จะเจอเว็บจีนมากมาย คุณภาพ bitrate มักไม่ถึง 256 kbps แต่ก็พอฟังได้ ^^* . Universe SpiritualitySelected Topic : Inspirations from ‘History of Indian Philosophy’
Universe Spirituality
ความเชื่อมากมายที่ล้วนกำเนิดจากสันดานความกลัวของมนุษย์ฝังรากลึกลงในจิตใจ คำสอนถูกส่งผ่านออกจากความคิดสู่ปาก พรั่งพรูไปสู่โสตผู้ฟัง จากโสตผู้ฟังเข้าสู่ความคิดที่มีตาข่ายกั้นกรองอยู่ ปล่อยให้สิ่งที่ชอบที่รักเข้าไปสมสู่กับก้อนแห่งจิตตนเอง เขี่ยสิ่งที่เกลียดที่ชังทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
จากที่เคยเป็นเหมือนเส้นเชือกสีขาวบริสุทธิ์ ก็แปดเปื้อนไปด้วยสีอื่นๆอันถูกแนบเข้ามาจากผู้ที่ส่งผ่าน สันดานความเลือกที่รักมักที่ชัง สันดานความเห็นแก่ตัว ถูกผสมเข้าไปเรื่อยๆ ทีละน้อยๆ วันเวลาผ่านไป ผู้ที่ระลึกได้ว่า "เชื่อ" สิ่งเหล่านั้นไปเพื่ออะไร ผู้ที่รับเชือกมาแล้วสามารถแยกแยะสีขาวออกจากสีอื่นได้ ก็ค่อยๆตายจากไปในระยะทางอันยาวไกลของประวัติศาสตร์
เส้นเชือกเหล่านั้น บัดนี้ยากยิ่งแล้ว ที่จะเป็นหลักให้มนุษย์ฉุดดึงตนไปสู่ความสงบสุข แม้ผู้ที่ยินยอมพร้อมใจจะยังคงเหลืออยู่ แต่ความมั่นใจในเชือกเหล่านั้นคงมิเคยได้แผ้วพานในจิตใจของเขา ศาสนาคืออะไรเล่าในเวลานี้ ? หนึ่งในสถานะที่ระบุอยู่บนเอกสารบ่งตัวของประเทศที่สังกัด ? ลัทธิปฏิบัติศาสนกิจเพื่อแสดงออกถึงความเป็นชุมชนของคนที่ดีงาม ?
มนุษย์อีกพวกหนึ่งเห็นความเปื่อยยุ่ยอันจะนำไปสู่การขาดสะบั้นลงของเส้นเชือกเหล่านั้นในอนาคต พร้อมๆกันจึงได้พยายามทอเชือกอีกเส้นหนึ่งขึ้นจากวัสดุที่แตกต่างออกไป วัสดุที่เรียกว่า ‘ปัญญา’ มิใช่ ‘ศรัทธา’ แต่รูปแบบการทอเชือกชนิดที่พวกเขาคิดขึ้นใหม่นี้มีความพิเศษที่ต่างออกไป เพราะมันสามารถทอขึ้นได้ด้วยฝีมือของใครก็ตามที่อยากมีเชือกไว้ใช้ส่วนตัว
ชะตากรรมของเส้นเชือกเหล่านี้จึงยุ่งเหยิงวุ่นวายยิ่งกว่า แต่ละเส้น ... ต่างเส้นต่างถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากความคิดของละคน บางคนเอาเชือกเส้นอื่นมาร้อยรัด ตัดต่อ พันเข้ากับเชือกของตน
ยิ่งนานไป … เมื่อวันหนึ่งผู้คนเหนื่อยล้า ไม่มีใครสนใจจะทอเชือกใช้เองอีกต่อไป ไม่มีใครสนใจที่จะศึกษาวิธีการทอเชือกแม้ว่าจะทำได้ง่ายสักเพียงไหน
แม้ว่าจะเล็งเห็นความเสื่อมโทรมของเชือกเก่าๆเหล่านั้น ... แต่ในเมื่อพวกเขาลืมไปแล้วว่า การช่วยกันทอเส้นเชือกให้แข็งแรงเคยเป็นหน้าที่ของมนุษยชาติ พวกเขาจึงยอมไปตามเส้นทางที่เชือกเก่าๆขาดๆได้พาดผ่านไว้
ผู้คนที่ฉุกใจสงสัยแม้จะพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็มิได้คิดถึงสิ่งใหม่ๆ ... มิได้คิดถึงทางใหม่ๆ เพียงแค่พยายามหาเส้นใยในเชือกที่ยังมีสีขาวบริสุทธิ์อยู่ ยังมีความแข็งแรงดีอยู่ แล้วรวบรวมมันมาทอเป็นเส้นที่เหมือนจะดูใหม่ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร
เส้นเชือกที่ถักทอขึ้นโดยศาสดาของศาสนาต่างๆและนักปรัชญาแต่ละคน แม้ว่าต่างจะมาจากจิตวิญญาณของความใคร่รู้และปรารถนาดี รวมทั้งผ่านวิธีการอันล้ำลึกแห่งปัญญาของพวกท่าน แต่ก็มิพ้นต้องเสื่อมสลายไปด้วยปัจจัยแห่งกาลเวลา และปัญญาอันเขลาของผู้ที่มาทีหลัง
ในระหว่างกระบวนการเหล่านี้ได้มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมา ‘วิทยาศาสตร์’ ใครๆต่างก็บอกว่ามันกำเนิดมาจากปรัชญา แต่ก็น่าสงสัยว่าอาจเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน เพียงแต่ยังไม่แยกจากกัน ถ้ามันเกิดมาพร้อมกัน ... นั่นเป็นเพราะมันเกิดจากสองด้านของมนุษย์หรือเปล่า จึงทำให้เมื่อเติบโตขึ้น อันหนึ่งจึงคงรูป อีกอันหนึ่งจึงกลายพันธุ์และบิดเบี้ยวไป เป็น ... ‘เทคโนโลยี’
สิ่งนี้เองที่อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยของรอยร้าวระหว่างมนุษยชาติ ช่องว่างระหว่างคนเราค่อยๆคับแคบลงจนแทบหายใจไม่ออก แต่ช่องว่างระหว่างจิตใจกลับยิ่งไกลและห่างออกไป จนวันหนึ่งมนุษย์แทบทุกผู้ก็ได้รับรู้ถึงความโหวงเหวงอันน่าอึดอัดรอบกาย
มนุษย์ถูกตัดขาดจากความเป็นตัวของตัวเอง จากธรรมชาติรอบๆตัวเอง เส้นใยทั้งที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และที่เชื่อมระหว่างมนุษย์กับจิตวิญญาณของเขาเอง ได้ถูกตัดให้ขาดสะบั้นลง ด้วยกรรไกรที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ด้วยกรรไกรที่มาจากโรงงานของลัทธิทางเศรษฐกิจและการเมืองสมัยใหม่ ที่มนุษยชาติไม่สามารถโทษใครได้นอกจากตนเอง
สิ่งที่ท่านผู้ถักทอเชือกเหล่านั้นตั้งใจ มิใช่อื่นใดไกลเลย หากมองให้ลึกแล้วจุดมุ่งหมายที่เชือกของแต่ละท่านทอดยาวไปถึง ก็อาจนับได้ว่าเป็นจุดเดียวกันด้วยซ้ำ เพียงแต่ท่านทั้งหลายได้ต่างคนต่างสร้างเอาไว้ ก็เป็นเพราะ ‘วัฒนธรรม’ ได้พาท่านเดินทางมาเสียไกล ทางที่เราสามารถเริ่มต้นได้ ยิ่งมีหลากหลายนั้น ก็เพียงเพื่อให้จำนวนของผู้ที่มีโอกาสรู้จักกับสภาวะดั้งเดิมแห่งตนมีมากขึ้นเท่านั้น
สภาวะดั้งเดิมของมนุษย์ ‘เป็น’ อย่างไร ? และ มัน ‘คือ’ อะไร ? มนุษย์ คือ อะไร ? นี่ไม่ใช่หรือคือ ‘คำถาม’ ที่เราล้วนต้องการคำตอบตลอดมา
ลัทธิทางศาสนะและปรัชญามากมายได้เคยนำเสนอไปแล้ว ซ้ำไป .. ซ้ำมา
เรื่องของ ‘จิตวิญญาณสากล’
อาจมิใช่เพราะมันเป็นความจริง แต่เพราะมันดูเป็นแนวความคิดที่เรียบง่ายที่สุด มีปัญหาหรือข้อบกพร่องให้โจมตีน้อยที่สุด สามารถเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่อยู่รอบกายเราตลอดเวลา แต่เรามองข้ามที่จะให้ความสนใจไปได้ง่ายที่สุด … ธรรมชาติ …
มันก็อาจเป็นไปได้ที่ ‘สิ่งนี้’ จะเป็นเรื่องที่ถูกปั้นแต่งขึ้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่เมื่อประสานมันเข้ากับธรรมชาติรอบกาย ที่มนุษย์ต่าง ‘ยอมรับ’ ว่ารู้จักมันดี ซ้ำบางครั้งยังแยก ‘ตัวเอง’ ออกจากมัน ทั้งยังทำตัวราวกับเป็นเจ้าของ ... ด้วย ‘เทคโนโลยี’
ก็คงไม่ยากที่มนุษย์จะยอมรับถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มีระบบอันละเอียดล้ำลึกนั้นบ้าง ?
แล้วไม่คิดหรือว่ามนุษย์เองมีความอัศจรรย์มากมาย และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งสากลนี้เช่นกัน ?
จะดีไหมหากสักวันหนึ่งมนุษย์ทุกผู้จะสำนึกรู้ว่าตนเองที่แท้แล้วเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกัน ของกันและกัน เป็นส่วนเดียวกันกับของธรรมชาติที่โอบล้อมตัวพวกเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดและดับอีกสักกี่ครั้งก็มีอ้อมแขนเดิมที่คอยอุ้มชูอยู่เสมอ
อาจเป็นไปได้ที่ใครๆก็กล่าวว่า มนุษย์ที่ ‘ก้าวหน้า’ มาไกลถึงขนาดนี้ จะต้องสูญเสียความหลากหลายไป
พูดให้ชัดกว่านั้นคือ คนที่หยิ่งผยองอาจต้องสูญเสียความโดดเด่น แม้จะสร้างสรรค์ผลงานมากมายที่ผู้อื่นไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อเป็นหนึ่งเดียว ความกลัวที่จะต้องกล่าวว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ 'ของเขา' ก็ได้สั่นสะเทือนต่อมความเห็นแก่ตนเสียจนไม่อาจทนได้
คนที่ชอบข่มผู้อื่นอาจต้องสูญเสียอำนาจนั้น จากเดิมที่เคยมีความภูมิใจล้นเหลือ เนื่องมาจากในมันสมองที่มีเล่ห์กลหลักแหลมมากมาย แต่เมื่อเป็นหนึ่งเดียว ความไม่มั่นคงที่สั่นพื้นที่ใต้เท้าของเขา ก็ได้ทำให้ขยาดขลาดกลัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
คนที่คิดว่าเอาชนะธรรมชาติได้อาจต้องยอมแพ้ จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันก้าวหน้า ที่ต่างเข้าใจว่าเป็นเครื่องมือรับใช้มนุษย์ แต่เมื่อเป็นหนึ่งเดียว แขนขาที่มีไว้ใช้ประโยชน์ก็เหมือนถูกตัดไป เพราะที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่า การพยายามเข้าใจ 'สิ่งนั้น' ในอีกทางหนึ่ง โดยไม่รู้ตัว
สิ่งนั้นที่เป็นแหล่งกำเนิดของพวกเขาเอง สิ่งนั้นที่อยู่รอบตัวเขาและเป็นตัวเขาในขณะเดียวกัน
แต่อีกแง่หนึ่งก็อาจไม่ต้องสูญเสียอะไรมากขนาดนั้น เพียงแค่ต้องทำใจยอมรับว่าจะต้อง “รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง” เพราะถึงที่สุดแล้วทั้งเขาและเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ที่ชื่อว่า โลกใบนี้ ทุกๆคนก็คือหนึ่งเดียวกัน
สงครามอาจจะหายไป รอยร้าวอาจจะถูกประสานได้ด้วยความคิดนี้
อาจไม่จำเป็นต้องถึงกับหมดอาลัยในชีวิต เลิกกระตือรือร้นอยากรู้เรื่องต่างๆ เพราะเมื่อเราค้นพบอะไรสักอย่าง ไม่ดีหรอกหรือ ที่จะสามารถเปรียบมันกับการเข้าถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่เราอยู่ในอีกขั้นหนึ่ง ธรรมชาติที่เราเป็น ธรรมชาติที่เราเป็นส่วนหนึ่งของมัน
-------
References & Inspirations
สุนทร ณ รังษี --- ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ กฤษณะ ไทวปายนวยาส : (รจนา อินทรายุธ แปล) --- ภควัทคีตา พจนา จันทรสันติ --- วิถีแห่งเต๋า สุวรรณา สถาอานันท์ --- กระแสธารปรัชญาจีน Jostien Gaarder --- Sophie’s World Darren Aronofsky --- The Fountain IMDb : The Internet Movie Database --- The Fountain : Reviews & Synopsis Square Enix CO., LTD. --- Final Fantasy VII : Advent Children Stanford Encyclopedia of Philosophy --- Baruch Spinoza Stanford Encyclopedia of Philosophy --- Pantheism, Deism, Mysticism Wikipedia, the free encyclopedia --- Atman, Brahman, Paramatman, Moksha Wikipedia, the free encyclopedia --- Nirvana, Samsara Entertainment Weekly --- The Fountain : From Here to Eternity ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย --- วิชาปรัชญาทั่วไป, ประวัติปรัชญาตะวันตก, ประวัติปรัชญาตะวันออก และ ปรัชญาอินเดีย damnstupidshitthingsinmyhead
** อาจเป็นเรื่อง absurd เกินไปสำหรับคนบางกลุ่ม thus, หากอ่านไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องสะเออะ มา ‘เออ-ออ’ แบบมั่วๆ (แม้จะด้วยความหวังดีก็ตาม) **
มีอาการเฟลชนิดที่เป็นประจำอยู่ประเภทนึง สาเหตุคลุมเครือไม่ต่างจากอาการเฟลคนอื่นๆเค้า รู้แต่ว่าปิดเทอมทีไรเป็นแบบนี้ทุกที ...แต่ก็ใช่ว่าช่วงอื่นจะไม่เป็น
คงไม่ใช่เพราะเวลาว่างเยอะเกินไป เพราะก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรต้องทำอีกมากมาย แต่แม่งก็เฟลอยู่ดี
ตอนนี้กูกำลังอยู่ในโหมดนี้ อยู่ดีๆก็เป็น คงมาจากหลายๆสาเหตุที่สะสมมาเรื่อยๆ นับไม่ถ้วนว่าอะไรบ้าง ครั้งนี้คงมา peak เอาตอนรู้เกรด ถึงจะทำใจเรื่องเรียนได้แต่มันคงยังสะท้อนใจอยู่
มันคงทำให้กูรู้ตัวว่าชีวิตกูมันบัดซบแค่ไหน ทั้งโง่ ทั้งขี้เกียจ ทั้งไม่รับผิดชอบ
คิดว่าจะทำอะไร - ยังไง - เวลาไหน แต่ถึงเวลาก็ไม่ได้ทำ - ทำไม่ได้ - ผลัดออกไป ไม่เคยควบคุมตัวเองได้ ปล่อยให้อารมณ์ทำแทนทั้งนั้น
ไม่ใช่แค่เรื่องเรียน.. แต่มองทะลุไปถึงแง่มุมอื่นๆที่ฉายชัดอยู่ ..สันดานเลวพวกนั้นที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นกู
จะว่าไปสาเหตุที่เฟลมันดูไม่ relevant กับผลสักเท่าไหร่ มันกลายเป็นว่ากู..
รู้สึกไม่อยากให้ชีวิตเกี่ยวข้องกับคนรอบตัว รู้สึกว่าชีวิตที่ต้องพบเจอคนมากมายมันน่ารำคาญ รู้สึกเบื่อต้องคุยแบบ “จิ๊จ๊ะอิ๊อ๊ะ” กับมนุษย์คนอื่น รู้สึกอยากหนีจากความเบาหวิวเหลือทนของสิ่งมีชีวิต รู้สึกสะอิดสะเอียนความไร้สาระของสิ่งรอบตัว
มลภาวะสำหรับกูทั้งนั้น.. ข้อความมากมายที่สื่อออกมาโดยใครบ้างก็ไม่รู้ ลอยเกลื่อนอยู่ในอากาศ ..เสียงบ้าบอที่ไร้ความความหมาย ..ภาพไร้สาระที่เป็นขยะสายตา เป็นสวะที่ไม่มีค่าสำหรับกู เบียดจน oxygen ของกูหนีไปไหนไม่รู้ จนกูแทบจะหายใจไม่ออก..
แล้วกูก็เลยจำเป็นต้องสูดมันเข้ามา ต้องรับรู้มันโดยที่ไม่ตั้งใจและไม่เต็มใจ กูไม่สามารถกรองห่าเหวอะไรที่ไม่ต้องการออกไปได้
มันเป็นอารมณ์เฟลที่ยิ่งอยู่คนเดียวยิ่งฟุ้งซ่าน แต่ตัวเองก็ไม่อยากออกจากกรงไปอยู่กับคนอื่น
ไม่รู้ว่าอยากปลีกวิเวกเพื่อหา solution แก้เฟลเอง หรือว่าอยากจมในหลุมให้ลึกขึ้นเรื่อยๆด้วยความ sadism
รู้สึกเบื่อการเอาเวลาของตัวเองไปเสียกับเรื่องบ้าบอ รู้สึกอยากอยู่คนเดียว รุ้สึกว่าคุยกับตัวเองก็พอ รู้สึกควรจะหายตัวไปอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไกลๆ รู้สึกเวลาทำอะไรๆคนเดียวแล้วโลกโคตรสงบ จะเขมิบหนังสือ ชำเรากระดาษ กระซวกหนัง เอาเพลงกระแทกหู ทำห่าอะไรก็ได้ตามใจกู
เคยรู้จักคนๆนึงที่เพื่อนมันเรียกมันว่าพวก ‘ปัจเจกนิยม’ ที่จริงคำว่า ‘ปัจเจก’ มันก็ลึกซึ้งเกินไป เอาเป็นว่าคนๆนี้ก็น่าจะเป็นแค่ด้านเล็กๆ ด้านใดด้านนึงของคำว่า ‘ปัจเจก’ แล้วกัน
การรู้จักมันทำให้เราสงสัยมากว่า..
ทำไมเวลาส่วนมากในชีวิตมันถึงไม่ชอบสุงสิงกับใคร? ทำไมเดินไปไหนมาไหนคนเดียวในที่ๆคนแออัด ถึงได้มีความสุขกว่าการเดินในที่สงบๆกับคนรู้จัก?
แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเข้าใจมัน ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกรึเปล่า ‘คนอื่น’ ก็ย่อมจะทำได้แค่ตีความเองเท่านั้น
ก็แค่..
รู้สึกเบื่อที่จะต้องคุยเรื่องจิปาถะ (นิยามว่าเรื่อง ‘จิ๊จ๊ะอิ๊อ๊ะ’) รู้สึกว่าถ้าไม่ใช่งานที่ต้องทำ/ภาระที่ต้องรับผิดชอบ ก็ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลย.. ไม่ต่างอะไรกับขนนกที่ลอยไป-มาอย่างไร้แก่นสาร
แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม มันต้องมีช่วงเวลาที่คนเรา จำเป็นต้องก้าวขาออกไปจากพื้นที่ส่วนตัว
คนๆนั้นตอนนี้มันจะเป็นยังไงเราก็ไม่รู้แล้ว แต่เราเป็นแบบนี้ก็แค่เฉพาะช่วงที่เฟล..
รู้สึกสะอิดสะเอียดกับหน้ากากที่คนรอบๆใส่เข้ามาหา รู้สึกขยะแขยงกับสิ่งที่เรามองเห็นในตัวของคนที่ไม่ใส่หน้ากาก รู้สึกเบื่อบทสนทนาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย
“เป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม?” “ช่วงนี้เรียนเป็นยังไงมั่งล่ะ?” “วันนี้กินข้าวรึยัง?” “ปิดเทอมไปเที่ยวไหน?”
พอที...กูรำคาญ
พอกูรำคาญแล้วกูควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ กูระงับคำพูดที่ตัวเองจะโต้ตอบออกไปไม่ได้
ช่วงนี้อยู่บ้านอยู่ร้านกับพ่อแม่ยังมีเรื่องแทบทุกวัน กินข้าวด้วยกัน นั่งทำงานด้วยกัน กูยังพอจะทนได้.. เริ่มบ่นหรือเริ่มติเตียนกูเท่านั้นแหล่ะ ปากหมาๆของกูก็ไม่อยู่เฉย กูไม่ผิด กูไม่ใช่เด็ก กูเท่าเทียม ทำไมกูจะเถียงไม่ได้ ทำไมกูจะเป็นฝ่ายตำหนิพ่อแม่บ้างไม่ได้ ก็พ่อแม่ผิดจริง เห็นๆกันอยู่ ต่อมอารมณ์กูไม่เคยบังคับได้หรอก กาลเทศะไม่ช่วยอะไรเลย
แม้แต่กับพ่อแม่กูยังเป็นอย่างงี้เลย วันก่อนมี meeting ห้องตอนม.ปลาย กูเลยตัดปัญหา ชิ่งแม่ง เพราะโหมดนี้ กูคุยกับใครไม่รู้เรื่องหรอก ยิ่งเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานๆ บทสนทนายิ่งมีแต่เรื่อง ‘อิ๊อ๊ะจิ๊จ๊ะ’ ไร้สาระ วุ่นวาย มากมายไปใหญ่
กูเบื่อ... กูเซ็ง... ทำไมถึงต้องมีแต่เรื่องไร้สาระ?
ช่วงนี้ให้กูหนีจากมันไปสักพัก ช่วยเอาเรื่องแบบนี้ไปให้ไกลๆตีนกูที
กูรู้หรอกนะว่าไอ้ข้อความประเภทนี้มันดียังไง กูรู้ว่าบางทีมันก็จำเป็น กูรู้ว่าใครๆก็ต้องการกำลังใจ กูรู้ว่าใครๆก็อยากแสดงน้ำใจของตัวเอง
แต่มองอีกด้านมันก็แค่ ‘การแสดง’ แล้วที่แท้แม่งต่างจะอะไรกับการเสแสร้งล่ะ?
- - - - - - - - - - - -
ไหนๆก็พูดถึงคนรู้จักคนนั้นขึ้นมาแล้ว มีอีก point ที่อยากพูดถึง
เคยสงสัยมาตลอดว่า ทำไมแม่งต้องดิ้นรนทำตัวให้แตกต่าง ทั้งๆที่ ‘ความแตกต่าง’ อันนั้นๆ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมี ‘ตัวมัน’ เป็น sub-set เพียงคนเดียว
ตลอดเวลา..รู้สึกต่อต้านมันว่าแม่งดัดจริต คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร ที่แท้ก็แค่ ไม่(อยาก)เหมือนใคร เท่านั้นเอง
มันกำลังวิ่ง ทั้งๆที้รู้ว่าวิ่งยังไงก็ไม่มีทาง ‘หนี’ พ้น จนคนที่มองดูมันแอบด่าและเหยียดหยามในใจ “ทำไปเพื่ออะไร? ปัญญาอ่อน..”
ยูเนี่ยนของมนุษย์นั้นกว้างใหญ่มากนัก จนการสร้างพื้นที่ของตนเองขึ้นมานั้น ไม่ต่างอะไรกับการวาดวงกลมขึ้นมาขังตัวเอง กันตัวเองไว้อีกชั้นจาก sub-set อื่นๆในวงกลมใหญ่
ดึงเอาสิ่งที่คิดว่าดีจากส่วนนู้น ส่วนนี้ นี่แหละสิ่งที่กูเป็น..กูเป็นกู..ไม่เหมือนใคร
แต่อย่างที่บอกไปแล้ว ‘ความแตกต่าง’ ชนิดนึง ไม่มีทางหรอกที่จะมีสมาชิกแค่คนเดียว ไม่นานก็มีมากขึ้นๆจน ‘ความแตกต่าง’ บางชนิด เกือบจะกลายเป็น set อนันต์ ต้องหนีอีกแล้วสิ?
คำว่า ‘ก้าวออกจากกรอบ’ ที่ใครๆพูดกันนั่น มันไม่มีอยู่จริงหรอก..
แต่ถ้าไม่พยายามจะวิ่งหนี.. อยู่กับที่? ปล่อยตัวเองไปเรื่อยๆตามแต่กระแสหลักจะพัดพา ไม่ขวนขวายจะวาดวงกลมขึ้นมาเป็นของตัวเอง
“ก็แบบนี้กูไม่มีความสุขนี่ !!”
การสร้างวงกลมเล็กๆนี้ขึ้นมาขังตัวเองไว้ ก็คงจะเป็นการสร้างอิสระภาพเล็กๆอย่างนึง ในพื้นที่แคบๆที่เรียกว่าพื้นที่ส่วนตัว คงหนีไม่พ้นที่เส้นรอบวง จะไปทับกับของวงอื่นอีกหลายๆวงเข้า แต่อย่างน้อยก็รู้ว่ากูมีวงกลมเป็นของตัวเอง
อย่างน้อยกูก็มีความสุขที่ได้ใส่รองเท้าและออกวิ่ง กูมีความสุขกับการว่ายน้ำไปในทิศทางของกูเอง แม้ว่ารอยตีนที่กูย่ำเดินมันจะซ้ำกับคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ กูก็ยินดีจะเลือกอีกครั้ง.. ว่ากูจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน
ในเมื่อคำว่า ‘ไม่เหมือนใคร’ มันไม่มีอยู่จริง การ ‘ไม่(อยาก)เหมือนใคร’ ก็มีแรงดึงดูด ชวนให้ลองเป็นอย่างยากที่จะต่อต้าน.. หรือไม่จริง?
แล้วมันจะทำยังไงได้ล่ะ?
แม้จะไม่ใช่การที่ ‘สิ่งที่เราชอบ’ ไม่เหมือนใคร เราก็ต้อง ‘พยายาม’ ที่จะชอบ ‘สิ่งที่คนอื่นไม่ชอบ’ แทน
คงคื้อๆกันแหล่ะมั้ง?
“ก็ในเมื่อกูมีความสุขที่จะทำแบบนี้ กูก็จะทำแบบนี้อ่ะ!!”
- 忍 -เมื่อวานดูหนังเรื่อง " 忍 " SHINOBI (Heart Under Blade)
soundtrack เพราะดี ของเจ๊อายู ดูท่าจะเก่ามากแล้ว
เอามาลงเป็น bg track ใน space ซะ
<< ฝาก SHINOBI movie's official site >>
หนังสวยดี ทั้งฉากทั้งนางเอก (ฮา) plot น้ำเน่า
แต่ทำออกมาแล้ว สนุก+ซึ้ง จนลืมความเว่อร์ไปเลย
ทำเอาช่วงนี้กลับมาชอบดูหนังจำพวก asian period-action ซะงั้น
-----------------
HEAVEN
浜崎あゆみ -忍- OST 最期に君が微笑んで
真っすぐに差し出したものは ただあまりに綺麗すぎて こらえきれず涙溢れた あの日きっとふたりは愛に触れた
私達は探し合って
時に自分を見失って やがて見つけ合ったのなら どんな結末が待っていても 運命と呼ぶ以外他にはない
Lalala...Lalala...
君が旅立ったあの空に
やさしく私を照らす星が光った 側にいて愛する人時を越えて形を変えて
ふたりまだ見ぬ未来がここに ねえこんなにも残ってるから 側にいて愛する人時を越えて形を変えて
ふたりまだ見ぬ未来がここに 残ってるから 信じて愛する人私の中で君は生きる
だからこれから先もずっと サヨナラなんて言わない あの日きっとふたりは愛に触れた
-----------------
Heaven
Ayumi hamasaki Shinobi OST What you offered straight to me
With a smile for the last time Was just so beautiful That I gave way to tears Surely, that day
The two of us touched love We sought for each other
Lost ourselves at times And found each other at last So whatever result may be waiting for us It's nothing but
Destiny la la la la la la la la la la
la la la la la la la la la la In the sky you set out for
Stars are shining tenderly upon me Stay by my side, my love
Crossing over time and changing your shape You see? The future we haven't yet seen Remains here like this Stay by my side, my love
Crossing over time and changing your shape The future we haven't yet seen Remains here Trust me, my love
You live within me So I'll never Say good-bye to you Surely, that day
The two of us touched love .
.
.
-blank-กุอยากเล่า
กุอยากพูดอยากบอก
แต่กุไม่รุ้จะเขียนยังไง
เขียนให้ทุกคนรู้ว่า
กุมันเลว
กุฟันแล้วทิ้ง
กุมันคนไม่รับผิดชอบ
กุมันชั่ว
กุมันคนเห็นแก่ตัว
กุมันไม่ใส่ใจคนอื่น
กุมันระยำ
กุมันเหี้ย
กุมันพวกไร้จิตใจ
กุมันโหดร้าย
กุมันชั่วยิ่งกว่าสัตว์นรก
กุมันบัดซบ
ถ้ากุหายไปสักคนโลกนี้คงมีคนที่มีความสุขเพิ่มขึ้นอีกหลายคน
.
.
.
กุเฟล
tagged -_-"ll
เมื่อผมถูก tag ผมจึงต้องสลัดขนทิ้ง และมาออกกำลังกาย ลดความยาวของสันหลัง ด้วยการ up space วันนี้...
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เรื่องของเรื่องก็คือว่า...
Tag (น.,ก.) คือ การละเล่นของชาว net ที่เขียน online diary/blog/space นิยม up entry เพื่อกล่าวถึงเรื่องของตนเองที่ไม่ค่อยมีใครรู้มาก่อนเป็นจำนวน 5 เรื่อง แต่ในช่วงหลังๆมานี้ลักษณะจะเบนไปในทางที่เป็นการพูดถึงตัวเองในเรื่องทั่วๆไปให้คนอื่นรู้จักเสียมากกว่า ส่วนต้นกำเนิดของการละเล่นชนิดนี้ เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อใดหรือใครเป็นผู้ริเร่มนั้นไม่มีผู้ใดทราบ เมื่อคนหนึ่งโดน tag แล้วจะต้อง tag ไปยังคนที่มี diary/blog/space อีก 5 คนที่ไม่เคยถูก tag ต่อ
[ คำนิยามนี้เป็นของนางชะนีเจนนี่ (ซึ่งก็ไปเนียนมาจากชาวบ้านเค้าอีกที) ซึ่งอิชั้นเอามาทำให้เป็นภาษาที่ตนเองเข้าใจง่ายขึ้นอีกที ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สรุปว่า tag นี่เค้าให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง คล้ายๆกับการ “แฉ” ใช่ไหม? มันยากอยู่น๊ะ.. คนปกติที่ไหน จู่ๆเค้าจะมาเปิดเผยเรื่องของตัวเองแบบนั้นกัน - -* เอาเป็นว่าจะทำคล้ายๆกับการแก้ไขความเข้าใจผิดของคนอื่นเกี่ยวกับตัวผมก็แล้วกัน ดีไหม...? แล้วก็คงมีพูดถึงเรื่องความชอบอื่นๆบ้างนั่นแหล่ะ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
I. เป็นสาวกที่มั่นคงในลัทธิ J-Rock อย่างยิ่งยวด
ไม่จริงเล๊ย..ที่เพื่อนๆคิดกันไปนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับมนุษย์หลุดโลกในวงการที่ข้าเจ้าคุยด้วยทางเน็ตคนอื่นๆ ทั้ง a.) ความนิยมสี ขาว-แดง-ดำ : อันนี้คนทั่วไปก็มีที่เค้าชอบๆกัน b.) style เสื้อผ้า/options/make-up แบบที่ว่า : ไอ้นี่ก็อีกอัน ผมได้แต่บ้าไปอย่างนั้นแหล่ะครับ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผมไม่เคยไปคอสพง cosplay อะไรกับเค้าหรอก T^T c.) การหายใจเข้าออกเป็นเพลง J-Rock : นี่ก็ถือว่าอ่อนหัดนัก ผมฟังเพลงแนวนี้ไม่มากพอจนถึงกับจะเป็น J-rock Mania หรอก เพียงแต่ผมเป็นพวกจมปลัก ชอบอะไรแล้วก็จะติดอยู่กับสิ่งนั้นนานๆ เลยไม่ได้สนใจฟังเพลงแนวอื่นๆเท่านั้นเอง - -* ถ้าจะให้คิดๆดูแล้วพี่หมิง(ปรสิตเพนกวิน)ยังจะเชี่ยวกว่าผมซะอีก ^^ [ยิ่งไปกว่านั้น บางอารมณ์ที่หูและประสาทเต้นตุ๊บๆแบบ “ไม่ไหวแล้ว” ผมยังสรรหาสิ่งสบายหู and some ตลาด-things มาฟังอีกด้วย]
II. มีนิสัย man และ gent. เป็นไส้เดือนไร้เพศ
ไม่ใช่นะครับ.. ผมน่ะเป็นผู้หญิ๊งผู้หญิง - -* เพียงแต่เวลาเล่นเน็ตมันรู้สึกกระดากที่จะพูด ค่ะ จ้ะ เหรอค่ะ เจ้าค่ะ เท่านั้นเอง ก็มีกรณีที่คุยกับคนที่เราเกรงใจ + อยากให้เค้ามองเราเป็นคนปกติอยู่ ก็จะพูด “งิ” แทน..เค้าก็จะไม่มองเราเป็นไส้เดือน แต่มองเป็นวัยรุ่นภาษาวิบัติแทน - -ll ส่วนในชีวิตจริงก็เห็นๆกันอยู่ว่าผมไม่ได้ gent. (ย่อมาจาก gentle) อะไรเลย ออกจะอู้งาน+ขี้เกียจตัวเป็นขน แถมเป็นไปได้ยังให้คนอื่นทำแทนไปซะงั้น พวกงาน volunteer ก็ไม่เค๊ยไม่เคยไปช่วยอะไรเค้าเลยจริงๆ ไอ้ที่เห็น ab-man ไปวันๆนั่นก็แค่อิทธิพลจากการชอบ yaoi เท่านั้นเอง ^^”
III. ต่อเนื่องจากข้อเมื่อกี้ : อิทธิพลของ Yaoi ในชีวิตข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าไม่ได้ born to be สาวกY ตั้งแต่แรกหรอกนะ เริ่มชอบเพลง J-Rock ก่อนแล้วค้นไปค้นมาถึงได้เจอ Fiction J-Rock แบบวายๆ (ก็มันไม่มี Fan-Fiction แบบอื่นแต่งมาให้อ่านเลยนี่หว่า) นั่นแหล่ะ.. ตอนแรกก็อ่านๆไปเพราะมันแปลกดี+ไม่มีทางเลือกอื่น(เหรอ?) แต่พอคิดจริงๆจังๆอีกทีก็หลงรักมันไปแล้ว เวลาผมอ่านY จะไม่เน้นฉาก (แต่ถ้ามีก็จะถือว่าเป็นของแถม 555+) ผมชอบเรื่องที่ plot มันกุ๊กกิ๊กหวานแหวว ทำให้เราเห็นว่า ถึงจะเป็น ชาย-ชาย มันก็รักกันได้อย่างบริสุทธิ์ไม่แพ้กัน สรุปคือ ผมไม่ชอบ hentai นะครับ.. ไม่ต้องแซวกัน ยกเว้นแต่ว่าจะส่งมาให้ ถ้างั้นก็ยินดีรับครับ!! (ฮา)
ต่อไปเข้าโหมดเครียดล่ะ ไม่เผินๆเหมือนข้อที่ผ่านมาแล้ว จะอ่านข้ามๆไปก็ได้นะครับ ^^”
IV. ผมน่ะ “ขี้ วี น” เป็นที่ยิ่ง + “สํ า อ อ ย” อย่างไร้เหตุผลได้อีก
บางคนอาจยังไม่รู้.. แต่ผมเนี่ยแหล่ะ ถ้าโมโหอะไรแล้วไม่เคยเก็บอารมณ์กับใครเค้าหรอก เรื่องกาลเทศะไม่ต้องพูดถึง.. สถานที่ไม่สำคัญ.. จิตใจของคนอื่นไม่ใช่เรื่องที่ต้องคำนึง.. ถ้าจะมีคนสังเกต.. ผมก็เคยวีนใส่ผู้ใหญ่ไปหลายรอบแล้ว เป็นความรู้สึกที่แย่จริงๆนะ พออารมณ์เรามันเย็นลงแล้วค่อยมาคิด คิดว่าเมื่อกี้เราพ่นอะไรแย่ๆใส่คนอื่นไปบ้าง เกือบๆจะเฟลได้เลยทีเดียว (ผมจะปรับปรุงตัวเองนะ)
อาการที่ต่อเนื่องกันมาก็คือ “เฟล” (จิตตก) เวลามีอะไรมากระทบจิตใจนิดๆหน่อยๆ อาจไม่ใช่กรณีรู้สึกผิดกับนิสัยตัวเอง อาจเป็นการถูกทำร้ายจิตใจจากคนอื่น ผมก็รู้สึกแย่ใช่ไหม.. จากนั้นสถานการณ์สามารถเป็นไปได้ 2 แบบ a.) ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ หรือ มีแต่ไม่มีใครสนใจ : ผมเก็บอารมณ์เอาไว้ ไตร่ตรองไปมาจนขุดตัวเองขึ้นมาได้เอง เพราะปกติผมก็ไม่เศร้ากับเรื่องแย่ๆของตัวเองนานๆอยู่แล้ว เรื่องราวมันก็จบไป… กับ b.) มีคนสังเกตเห็นว่าผมผิดปกติ : คนๆนั้นเข้ามาถามไถ่ แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ไม่รู้สิ.. ถ้าลงเอยแบบนี้ ผมเป็นห้ามตัวเองไม่อยู่แทบทุกครั้ง.. อารมณ์สงสารตัวเองจะถูก build ขึ้นมาจนต้องร้องไห้ต่อหน้าผู้โชคร้ายคนนั้น ถึงไม่ร้องไห้ก็บ่นบ้าบอพร่ำเพ้อให้เค้าฟัง ทั้งๆมันก็เป็นเรื่องน่าเบื่อและเค้าก็ไม่ได้อยากฟังสักนิด (ผมจะปรับปรุงตัวเองนะ)
V. ด้านมืดของจิตใจ (พี่เจรี๊ยบรีเควสมาเมื่อกี้)
ที่จริงแล้วผมไม่เข้าใจนะว่า “ด้านมืด” คืออะไร แต่ตามที่พี่เจรี๊ยบแกอธิบายมาก็ประมวลผลออกมาได้เลาๆ ว่ามันหมายถึงสันดานที่เลวที่สุดที่ฝังอยู่ในจิตใจของผม (ในที่นี้มันเป็นนิสัยที่ทำให้ตัวผมเองรู้สึกแย่ถึงกับเฟลอย่างกู่ไม่กลับอีกด้วย)
คือผมเป็นพวกขาดความรักไม่ได้... ทั้งๆที่ตัวผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้ที่มีความรักล้นหลามเผื่อแผ่ให้กับใครมากมายนัก จะพูดให้ถูกก็คือ.. ผมไม่ยังไม่เคยคิดว่าตัวเองรักใครคนไหนสักคนเลยด้วยซ้ำ
แม้แต่ “รัก” คืออะไร ผมก็ไม่เคยคิดออก ผมได้แต่หลอกว่าตัวเองมีมาตรฐานความรักสูง ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย.. ผมมันเลวยิ่งกว่าไส้เดือนในดินแฉะๆ
ที่ผ่านมาในชีวิตผมทำอะไรหลายๆอย่างไปโดยไม่รู้ตัวเยอะมาก จุดประสงค์ของสิ่งเหล่านั้นมันก็แค่ทำให้คนรอบข้างหันมารัก มาสนใจในตัวผม โดยไร้สตินั้นเอง.. ที่ผมทำให้ผู้คนต้องเจ็บปวดมาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่เคยห้ามตัวเองไม่ให้ทำอย่างนั้นได้เสียที ผมเคยนั่งคิดเองเงียบๆคนเดียวมาหลายครั้ง แต่เพราะผมไม่รู้ว่าที่ทำไปนั้น.. สิ่งไหนบ้างที่เข้าข่ายว่าเป็นการกระทำที่ผิด ที่เกินเลย ที่ไม่ดี ผมก็เลยไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าต้องวางตัวแบบไหน ต้องแสดงออกถึงระดับไหน ต้องทำตัวยังไง จึงจะไม่ทำร้ายคนอื่น...
ผมมันเลวมากจริงๆในจุดนี้… ผมเรียกร้องความรักมากมายจากคนรอบข้าง ในขณะที่ตัวเองไม่รู้จักแม้แต่การแบ่งปันความรักให้พวกเขาเลย
เลวแล้วเลวอีกจริงๆ
-จบครับ-
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ปล. ช่วงนี้เกิดความรู้สึกอย่างนึงขึ้นมาเกี่ยวกับการพยายามลืมอดีตของตัวเอง ผมมองว่าภาพความทรงจำในอดีตนั้นเป็นเหมือนกับพันธนาการ ที่ผ่านมาผมตั้งใจทำอยู่สิ่งเดียวคือพยายามปลดมันออก วิ่งหนีจากมันไป ผมไม่เคยหยุดเพื่อคิดเลย จนกระทั่งบัดนี้..
เดิมเคยมีภาพลวงตาของความสุขในอดีตให้คิดถึง แม้จะเจ็บปวด แต่ก็เป็นปัจจัยนึงที่ทำให้มีชีวิตอยู่ไป เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของความคิด และความคิดทำให้ผมมีอยู่
แต่หากวันนึงผมลืมมันไปได้จริงๆ หากว่าเรื่องราวเหล่านั้นมันถูกลบออกไปจากผืนผ้าใบของผมได้จริงๆ สิ่งที่ผมเหลือนั้นก็ไม่มีอะไรอีกนอกจากความว่างเปล่า
ความว่างเปล่านั้นคงไม่ได้ทำให้ผมมีความสุข มากไปกว่าการมีภาพลวงในอดีตคอยหลอกหลอนหรอก
แล้วอย่างนั้น… การหลบหนีจากพันธนาการนี้ไป
มันจะต่างอะไรกับ “การกักขังตัวเอง” อีกครั้ง
เอาไว้ในกรงแห่ง “ความโหยหาอิสระภาพ” ล่ะ ?
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ปล.2 ผมพูดงงๆเน้อะ จะมีใครเข้าใจที่ผมพูดไหมเนี่ย ?
สายลมแห่งจิตใจที่ไม่ครบ32疯风
" ลม....เมื่อพัดมา ใช่ว่าจะโดนแต่เราคนเดียว
แต่ก็พัดโดนคนอื่นด้วยเหมือนกัน
มีใครล่ะ ที่เก็บสายลมเป็นของตัวเองได้?
สายลมเป็นอิสระเสรี...ยาก...เกินที่จะคาดเดา
บางครั้ง สายลมก็เล่นล้อกับใบไม้ ดอกไม้ ผีเสื้อ
บางครั้ง สายลมก็นิ่งสงบ เยือกเย็น
บางครั้งสายลมก็ดูอ่อนล้า แผ่วเบา จนแทบจะสิ้นไป
ฉันได้แต่เฝ้ามองดูสายลม
อยากจะเอื้อมไปแตะต้อง
แต่ก้อต้องฉุกคิด...
ถึงจะเอื้อมมือไป แล้วจะจับโดนล่ะหรือ
ถ้าจับไป....แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น
สายลม ลอยละล่องอยู่บนท้องฟ้า
ฉัน นอนนิ่ง หลังแนบอยู่กับพื้นดินและหญ้าสีเขียว
แม้จะอยู่ในที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน แต่มันก้อไม่ใช่ที่เดียวกันซะทีเดียว
ไม่ว่าสายลมนี้ จะเริงร่า หรือแผ่วเบา
เธอก็ยังเป็นสายลม ที่นำความเย็นสบายมาให้คนรอบข้าง
ฉันก็แค่..
อยากให้สายลมได้รับรู้... "
by : ตุ่นน้อย ณ Simplicity Space
ไม่มีปัญญาหาอะไรมาอัพได้ตรงใจตัวเองหรอก
ขี้เกียจไปหมดทุกอย่าง
ขี้เกียจแม้แต่จะนั่งบรรยายสภาพจิตใจตัวเอง
เนื่องจากมันเข้าใจยากเกินไป
เนื่องจากเขียนไปแล้วอาจจะยิ่งสับสนในตัวเองมากเข้าไปอีก
พอดีไปเจอข้อความๆนึงในสเปซของออน
ตุ่นน้อยแอ๊บนอร์มอลแห่งชุมชนปรสิต
ก็โดนใจดังโจ๊ะ..
แต่น่าจะค่อนไปทางใจของตัวเราในอดีตอยู่สักหน่อย
ตอนนี้อาจไม่ได้เป็นแบบนี้โดยเต็มๆตัวหรอก
งืมๆ แต่ก็กระแทกใจจนได้แผลใหญ่เหวอะหวะเลยทีเดียว
ก็ชอบครับ.. สารภาพว่าเป็นพวกมาโซคิสม์
ชอบทรมานตัวเองเล่น จับตัวเองขังกรง
กรงของอดีต.. แต่เอาเถ่อะ
มันก็เจ็บปวดแบบมีความสุขดี (?)
ตอนนี้ก็มีความสุขกับคนรอบข้างดีอยู่
พ่อแม่ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ญาติๆ
คนรู้จักที่ไม่ค่อยได้เจอ
อืม.. เบอร์มือถือก็เปลี่ยนใหม่นะ
แต่ยังโทรบอกไม่ครบทุกคน
ด้วยเหตุผลว่า -ขี้เกียจ- อีกตามเคย
เพราะกับบางคนก็ไม่ได้ติดต่อนานแล้วนิ
ก็ไม่เห็นจะเป็นจะตายอะไรที่ไม่ได้คุย
เลยไม่รู้ว่าจะรีบโทรบอกทำไม
เอาไว้มีธุระแล้วค่อยโทรไปให้ตกใจเล่นดีกว่า
อีกอย่าง.. ก็อยากรู้ว่าพอไม่ได้คุยกันนานๆแล้ว
มันจะอีกนานแค่ไหนกว่าคนพวกนั้นจะคิดถึงเราขึ้นมา
แล้วโทรมาหากันบ้าง....
แล้วก็จะเกิดการโทรไม่ติด... ฮ่าๆๆๆ
ก็ไว้โทรไปอีกที ถ้าโดนด่า แสดงว่ามันคิดถึงเรา
ถ้ามันไม่รู้ตัวเลยก็ช่างหัวมัน.. คงแอบเคืองนิดๆล่ะมั้ง..
อืม.. ช่วงนี้งานเยอะเป็นบ้า
วีคนี้ทั้งวีคหยุดยาวเพราะเป็นช่วงกีฬามหาลัย
ถึงอย่างนั้น.. ก็ดูไม่ใช่วันหยุดซะทีเดียว
มันเป็นโอกาสทองในการสะสาง
การบ้าน งาน โปรเจ็กท์ และ การอ่านหนังสือสอบ (เห้อออ..)
ใกล้สอบไฟน่อลแล้ว
ใกล้อาร์ทส์คอนเสิร์ตแล้ว
วันนี้มีซ้อมที่คณะ.. ไม่ได้ไป
พรุ่งนี้แล้ววันต่อๆไปก็มี.. แต่ก็คงไม่ได้ไปอีกเช่นกัน
เซ็งมากมาย เซ็งกับการต้องทำตัวเป็นเด็กขยัน
ทั้งๆที่จริงๆแล้วตัวกูนั้นเป็น..
"สิ่งมีชีวิตสันหลังยาว 666 ฟุต และมีขนยาวเส้นละ 69 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่ทุกๆ ตารางนาโนเมตรบนผิวหนัง"
เหอๆ.. ไปล่ะ จบดีกว่า
ต้องเคลียร์ทุกสิ่งทุกอย่างที่พล่ามมาเมื่อกี้ให้หมด
ภายในฮอลิเดย์วีคนี้..
สวัสดี
แอบเซ่น-มายน์เด๊ด
กรี๊ดดดดด~!!! ไม่ได้อัพสเปซมากี่ชาติแล้วน๊ะ ? รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็ว มว๊าก~ๆ อยู่หอมาได้เกือบเดือนนึงแร้ะเนี่ย เน็ตก็ไม่มี (แม่ไม่คิดจะให้ข้าเจ้าติด - -“) มีแต่คอมฯ.. ครั้นจะไปพึ่งพิงห้องคอมฯคณะ เน็ตก็สุดจะช้า คลานได้ไม่เร็วไปกว่าเต่าอายุ 6,669 ปี คอมฯก็แสนจะห่วย.. แถมมี firewall กุโหลดบิทไม่ได้อีก แม้แต่ msn ก็ยังเป็นเวอร์ชั่นตั้งแต่พระเจ้าเหายังไม่เกิด จะลงโปรแกรม*าอะไรเพิ่มก็ไม่ได้.. เซ็งโคร่ดๆ เปิดสเปซแล้วมันก็หงิกๆๆทุกทีเลย พร๊าจ้าว~ โฮๆๆๆ
ก็น๊ะ.. ไอ้ที่หายไปปลีกวิเวก / อยู่หอเนี่ย ไม่ใช่ว่าไม่ได้กลับบ้านน๊ะ.. มันก็กลับแหล่ะแต่ไม่ได้เล่นคอมฯอยู่ดี ก่อนหน้านี้ สอบ mid-term ก็วุ่นวายได้อีก เรื่องของเรื่องคือข้าพเจ้าแอบโง่ไง ถ้าไม่เนิร์ดให้มากๆ เกรดคงห่วยกว่าเทอมก่อนอีก อาจจะเน่าจนขุดไม่ขึ้นอีกเลยก็เป็นได้ ข้าเจ้าไม่อยากตกมีนเหมือนเดิม แล้วไปเนิร์ดหนักเอาตอน final อีกแล้วอ่ะ เกลียดเกรดตัวเองอันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เห็นแล้วมัน แอบพรี มวั๊กๆ
เออ.. จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยจะได้อัพสเปซ ให้มันเป็นแก่นเป็นสารเหมือนคนอื่นเค้า เคยคิดว่าจะมีเวลาว่างๆ เอาก้อนๆที่ลอยตุ๊บป่องในสมองอยู่เต็มไปหมดนั่นมาเรียบเรียงบ่อยๆ แต่ไม่เคยว่างเลยแม้แต่อึดใจเดียว ..ให้ตาย - -* ว่างก็ต้องอ่านหนังสือ (หนังสือเรียน.. จริงๆนะเว้ย) ไม่งั้นก็ถูกกิเลสชักนำ.. ไปนั่งอ่านการ์ตูน ไม่ก็นั่งเปิดหนังดู ซวยสิกรู.. ต่อมความสามารถในการเรียบเรียงฝ่อไปแล้ว แม้แต่ skill ในการแต่ง words ก็แทบไม่เหลือแล้วอ่ะ พอนึกจะขีดๆเขียนๆอะไรอีกทีก็ออกมาแบบ แอบเสิร์ดๆ ตลอด แม่* เฟลได้อีกอ่ะ ...แงๆๆๆ
ปล. ช่วงนี้อยู่ในระหว่างเพิ่ม skill ในการคิดคำศัพท์หมวด “แอบ-“ ปล2. คิดถึง เพื่อนๆ + ชาวปรสิต ทุกคนงั๊บ
มีอารมณ์จะทำ...1. หนังสือเล่มล่าสุดที่อ่าน...Broken Bridge.. ext reading ที่คณะ..ฮ่าๆๆ ขยันป๊ะหล่ะ 2. ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ดู? ไปดูกับใคร? ที่ไหน?...จำไม่ได้...เอ๊ะ~!?..หรือไม่อยากจำกันน๊ะ = =? 3. รายการวิทยุที่กำลังฟังอยู่หรือเพลงที่กำลังฟังอยู่ตอนนี้...เพลงอะไรไม่รู้ในอัลบั้ม anima (nightmare) 4. ชอบฟังเพลงแนวไหนมากที่สุด...ไม่เป็นแนวว่ะ ฟังเพลงที่ฟังแล้วตัวเองคิดว่าเพราะนั่นแหล่ะ 5. พูดคำว่ารัก ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่จำได้ป่าว?...พูดเล่นๆก็คงวันนี้...พูดจริงๆ ---- จำไม่ได้แล้ว 6. ข้อดีของตัวเองคิดว่าคืออะไร?...จิตไม่ปกติ 7. แล้วข้อเสียล่ะ?...งี่เง่า 8.มองคนอื่นยังไง...มองอย่างที่(เราคิดว่า)เค้าเป็น ---- พยายามตัดคำในวงเล็บออกด้วย 9.Wallpaper ที่คอมพิวเตอร์เป็นรูปอะไร?...รูปอิตาหัวเงินใน trinity-blood อ่ะ? ชื่อไรไม่รู้ไม่ได้อ่าน..แต่มันเท่ดี 10. สถานที่ที่อยากไปมากที่สุด?...ที่ๆอยู่แล้วมีความสุข 11. คำพูดติดปาก...เปลี่ยนไปเรื่อยๆอ๊ะ..ขี้เกียจมานั่งสำรวจตัวเองวุ้ย - -* 12. ตอนนี้คิดถึงใครอยู่หรือเปล่า?...-ขอผ่าน- 13. เวลามองเห็นทะเลแล้วรู้สึกอะไร?...รู้สึกว่ามันสวยจัง~!! โอ้ romantic อะไรเช่นนี้ > <~555+ 14. ผลไม้สุดโปรด?...อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ทุเรียนกับน้อยหน่า 15. มีโทรศัพท์ ถึงคุณกี่ครั้งใน 1 วัน?...ไม่เกิน 3 ครั้ง ------ บางวันมีแค่สายเดียวด้วย T^T~โคร่ดๆอับเฉา !! 16. คติประจำใจในการดำเนินชีวิต?...มีชีวิตโดยคิดว่าพรุ่งนี้อาจจะตาย แต่ฝันโดยคิดว่าชีวิตนี้มีเวลาเป็นนิรันด์ 17. โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรศัพท์บ้านสีอะไร ?...มือถือสีชมพู(?!?!?) โทรศัพท์บ้านมีหลายเครื่องว่ะ 18. ตั้งเป้าหมายในชีวิตอยากจะเรียนถึงระดับไหน?... “การเรียนรู้“ ไม่ได้จบแค่ตอน “เรียนจบ” 19. อยากทำอะไรให้พ่อแม่ดีใจ?...หลายอย่างที่ตอนนี้ยังทำไม่ได้ กรั่กๆๆ 20. เพื่อนเราแอบชอบแฟนเราจะทำยังไง?...ตอนนี้ยังไม่มีแฟนให้เพื่อนมันมาชอบเล๊ย~!! 21. ถ้าเพื่อนสนิทกับแฟนเราแอบคบกันทำไง?...ทำงี้ลงก็ไม่เรียกว่าเพื่อนแล้ว..ใช้คำพูดผิดน๊ะค่ะคุณคนถาม 22. อกหักรู้สึกอย่างไร?...ลองเองสิ 23. เป็นคนขี้หึงไหม?...ไม่ขี้หึง แต่คิดมาก 24. ถ้าขอพรได้ 1 ข้อจะขออะไร?...ขอให้เรา control สิ่งที่เป็นของเราได้ 25. อยากจะฝากอะไรถึงคนที่คุณจะส่งถึง?...คนอ่านสเปซเนี่ยน่ะเหรอ?..up entry ครั้งต่อไปกะว่าจะเล่านิทานนะค่ะ อย่าลืมมาอ่านด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ (^---^) *โค้งๆ* 26. สิ่งที่อยากพูดมากที่สุด?...-!!censor!!- 27. และอยากฝากอะไรถึงคนที่ส่งมาให้มั้ย ...คิดถึงนะ >3< 28. เข้าเวปไรอยู่...เว็บที่เข้าอยู่ไง = =”ll (โทษที..มันเยอะจนขี้เกียจบอก) 29. คาดหวังจะได้รับเมล์จากใครเป็นพิเศษรึเปล่า...คาดหวังอย่างลมๆแล้งๆ ฮะฮะ 30. ถ้าได้หละ...ก็อาจจะลบทิ้ง (เปิดดูเด่ะว่ะ ถามแปลก - -*) 31. คุณกำลังเรียนอะไรอยู่...เรียนไปเรื่อยๆ หลายๆอย่าง ^^”ll 32. พอใจ หรือ ชอบมั้ย...ไม่พอใจเท่าไหร่หรอก โลกใบนี้น่ะ (ว๊าก~!! เห็นตอบแบบนี้แต่กุไม่ได้ fail อยู่น๊ะ !!) 33. ถ้าเปลี่ยนได้อยากเปลี่ยน...ในเมื่อเปลี่ยนจริงๆไม่ได้แล้วจะไปคิดทำไมเล่า - -!! 34. เพื่อนสนิทเป็นยังไง...ก็เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดแล้วไงล่ะ 35 เพื่อนกับแฟน เลือกอะไร...ทำไมต้องเลือกด้วยล่ะ มันคนละเรื่องกันเลย 36. คิดว่าจะได้ทำงานอย่างที่เรียนมาปะ...ไม่มีวัตถุดิบก็ไม่มีผลิตภัณฑ์...หรือไม่จริง? 37. ถ้าไม่ได้ทำ อยากทำอะไร...ไปตายได้แล้วแบบนั้นน่ะ...เหอๆๆ 38. รักครั้งแรกเมื่อไหร่...ยังไม่แน่ใจว่า..รักที่เราเคยเจอ..กับ..รักจริงๆ..มันเป็นอันเดียวกันรึเปล่า? 39. แล้วทำไรบ้าง...จนตอนนี้ก็เลยยังพยายามหาคำตอบอยู่เนี่ย 40. อกหักมากี่ครั้งแล้ว...ไม่เกิน 1 ครั้ง - -* 41.เคยร้องไห้เรื่องไรบ่อยสุด.....เรื่องไม่เป็นเรื่อง! 42. อยากแต่งงานมั้ย...ยังไม่ได้คิดในตอนนี้เค่อะ (ตอบเหมือนดาราเลย ฮ่าๆๆ) 43. ถ้าไม่ได้แต่งอะ...ก็ไม่เป็นไร 44. อยากได้แฟนแบบไหน...เป็นอย่างไหนก็อย่างนั้นแหล่ะ 45 เชื่อพรหมลิขิตมะ...เคยเชื่อน๊ะ...เออ...จะว่าไป..ตอนนี้ก็ยังเชื่ออยู่นี่หว่า 46. ตอนนี้อยากเจอใครที่สุด...-ขอผ่านอีกแล้วฮร่ะ- 47. ส่วนมากจะถามเรื่องไรบ้าง...”คาบต่อไปเรียนไหนเหรอ(ริชชี่)?”...ไม่เคยจำห้องเองเลยกุ - -* 48. ถ้าย้อนเวลาได้อยากย้อนไปช่วงไหน...มันย้อนไม่ได้โว้ยยยย!!..ไม่อยากคิด..เดี๋ยวfailอีก 49. อยากส่งเมล์นี้ให้ใคร...ขี้เกียจส่ง...ทำลงสเปซแทน 50. ถ้าเค้าไม่ตอบกลับอะ...จะตอบได้ไหมเนี่ย? ถ้าว่าง+คิดว่าไม่ไร้สาระ..จะตอบก็ดี..อยากอ่านอยู่เหมือนกัน 51. ภูเขา กับ ทะเล ชอบอะไร...absolutely ทะเล~~~* อั๊งค์ > <~~~!!! 53. เล่น icq ปะ...เชยได้อีก 55. เขียนข้อความที่ทำให้คนที่เราส่งให้ตอบกลับ....ไม่ต้องตอบน๊ะ..ไม่อยากอ่านนักหรอก 56. เรื่องใดในโลกนี้ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคุณได้ง่ายที่สุด...เรื่องไหนดีล่ะ?...มันชินชา… 57. คุณคิดว่าชีวิตประจำวันของคุณแวดล้อมด้วยสีอะไรมากที่สุด....สีสัน =__=”ll 58. อะไรที่คุณไม่มีวันจะเสียเงินซื้อมันเด็ดขาด...ความรู้สึก 59. สิ่งที่ฟุ่มเฟือยมากที่สุดที่คุณเคยทำคือ....มอบความรู้สึกดีๆให้คนที่เค้าไม่เคยแม้แต่จะสนใจเรา 60. คุณสมบัติที่ดีที่สุดในตัวผู้ชายคือ...มีด้วยเหรอ? (กร๊ากกก 555+ ล้อเล่นๆ) 61.คุณสมบัติที่ดีที่สุดในตัวผู้หญิงคือ....เออ..นึกไม่ออกจริงๆ - -* 62. อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในตัวคุณ...ความคิดมั้ง?...ความคิดที่ออกจะเพ้อเจ้อๆอยู่ตลอดเวลานี่ล่ะ 63.อยากพบและอยากคุยกับตัวเองตอนอายุเท่าไหร่...ตอนนี้ก็คุยอยู่ทุกวัน...นั่งเถียงกันอยู่เนี่ย (บ้าไปแล้ว~?!) 64. ในชีวิต คุณเคยร้องไห้มากที่สุดด้วยสาเหตุใด.....สาเหตุไรไม่รู้...เกี่ยวกับอารมณ์ฟุ้งซ่านนั่นล่ะ 65. หนังที่เรียกน้ำตาคุณได้มากที่สุดคือเรื่องใด.....Passion of the Christ มั้ง...คิดว่าน๊ะ 66. อัลบั้มโปรดในดวงใจ อันดับ 1 คือ...ฟังเป็นเพลงๆ...ไม่ได้ฟังเป็นอัลบั้มอ๊ะ 67. เข้าเวบไหนบ่อยสุด.....จำไม่ด้าย =w=~!! 68. เพลงที่คิดว่าเพราะที่สุดในโลก....เสียงคลื่นทะเลตอนกลางคืน 69. ให้เลือกอยู่ประเทศไหนก็ได้ในโลก...ที่ไหนก็ได้...ยังไม่ได้คิดอ่ะ...แต่อยากอยู่ญี่ปุ่นแห่ะ ^^”ll 70. หนังสือเล่มที่ดีที่สุดในตอนนี้สำหรับคุณ....หนังสือเรียนวิเศษ...อ่านรอบเดียวเข้าใจแจ่มแจ้ง 71. อยากให้ใครเข้าใจเรามากที่สุดในตอนนี้...ตัวเอง 72. คำสั้นๆที่อธิบายความเป็นตัวคุณได้ดีที่สุด...เฮ้ย..ถ้าคิดว่าคำๆเดียวอธิบายได้หมด งั้นจะมาทำไมหมดนี่หล่ะ?! 73. อยากให้บั้นปลายชีวิตของตัวเองเป็นยังไงบ้าง...คลี่คลาย 74. สิ่งที่คิดว่าจะขาดไม่ได้เลยในชีวิตนี้...ความสุข 75.ตายแล้วไปไหน...ไม่รู้อ่ะ...ทำไมต้องอยากรู้ล่ะ...รู้แล้วได้อะไรขึ้นมา? 76. ถ้าเป็นพ่อแม่ของคนที่เกลียดจะทำยังไง....ก็ไม่ไง..ก็เป็นพ่อแม่ที่ดีที่สุดอย่างที่พ่อแม่ของทุกคนควรจะเป็น 77. แฟ้มของคุณตอนนี้มีไรบ้าง....ไม่มีแฟ้มอ่ะ ~ ~” ชีวิตไร้ระเบียบ เหอๆ 78. เวลาอาบน้ำอาบยังไง...รู้มาดูเองไม๊~!!?!? 79. เสื้อผ้าชิ้นไหนคุณถอดชิ้นแรกสุด...เคยชินที่จะถอดชิ้นล่างก่อนน๊ะ (กางเกง/กระโปรง นั่นล่ะ) ^^”ll 80. แนวเสื้อผ้าที่คุณใส่....แล้วแต่อารมณ์ของวันนั้นๆนะ มันไม่เหมือนกันง่ะ 81. เวลาเปิดคอมคุณทำอะไรอยู่....โหลดอะไรสักอย่างก็ได้ในบิท--ออนเอ็มทิ้งไว้--ทำการบ้าน 82. ไดอารี่ที่คุณเขียนครั้งล่าสุดคุณเขียนอะไร....entry ข้างล่างเนี๊ยะ 83. ภรรยา หรือ สามี คุณชื่ออะไร....เยอะแยะเต็มฮาเร็ม...แจกแจงไม่หมด - -* 84. มีเพื่อนคนไหนเคยทำอาหาร....ขนาดชั้นยังเคยเลย...ใครจะไม่เคยว่ะ? 85. อาหารที่คุณทำอร่อยมากที่สุด....อร่อยทุกอย่างแหล่ะ...มาม่า...โจ๊ก...(สำเร็จรูป)...สลัด...สุกี้...(อันนี้ใช้ตีนทำก็ยังอร่อย) 86. วิชาที่ได้เกรดห่วยที่สุด.....เลข ม.ต้น เกาะหนึบกันเกรด 2 ตลอด (ล่าสุด eng กับ civ ได้ C+ เหอๆ ^^”) 87. แผ่นซีดีที่คุณซื้อล่าสุด.....ซีดีเปล่า~!! (LoL) 88. ของที่ชอบกินมากสุด.....กินเธอไงจ๊ะ 89. คิดอะไรอยู่ตอนนี้....คิดถึง...ตื๊ด -censor- 90. สิ่งที่อยากได้....เงิน *----* 91. หนังที่อยากดู และอยากชวนใครไปดูด้วย...อยากดูหลายเรื่องอยู่นะ...แต่คิดว่ารอซื้อแผ่นดีกว่า 92.เพื่อนที่คุณยืมเงินบ่อยมากที่สุด...ไม่เคยยืมใครเกิน 1 ครั้งน๊ะ (เพราะกลัวมันทวงของเก่า...เอ๊ย!!..ไม่ชอบติดหนี้ใครตะหาก) 93. สเป็กคุณ...มาสมัครเห่อะ ไม่กำหนดคุณสมบัติ สอบสัมภาษณ์อย่างเดียว...ประกาศผลเลย 555+ 94. รู้สึกยังไงกะคนที่คุณคบอยู่ตอนนี้... หือ?...หมายถึงเพื่อนเหรอ?...ก็ดีกันทุกคนอ๊ะ 95. คิดยังไงกะแฟน ... กำลังหาอยู่...ตอนนี้ไม่มีเฟ้ย 96. เพื่อนที่คุณโทรคุยบ่อยที่สุด....ถ้าไม่ใช่งานก็ไม่ค่อยโทรนะ...แบบว่าไม่ชอบทางโทรศัพท์อ่ะ...ชอบแบบถึงเนื้อถึงตัวมากกว่า 97. เกมที่ชอบ ... ไม่ชอบเล่นเกมว้อย TT^TT;;~!! 98. นังเหมียวยั่วสวาทกะบันนี่ชอบอะไรมากที่สุด....เสียใจด้วย...ไม่ค่อยนิยมพวกมีหูมีหาง…ถ้า maid ล่ะก็..จัดมาเลย ^^ 99. วันไหนของเดือนที่ชอบมากที่สุด...ทุกวันที่มีความสุข 100. นิสัยที่เกลียดมากที่สุด....งี่เง่า (คำเดียวที่ครอบคลุมคำอื่นได้อีกเยอะ เหอๆ) 101. ใครที่ชวนไปเที่ยวแล้วเบื่อที่สุด....แม่ > <”ll 102. ใครที่ไม่อยากให้มาที่บ้านคุณ และอยากให้มาที่สุด...บ้านกรูอยู่ของกรูเอง...ไม่ต้องมา..ขี้เกียจทำความสะอาด (ว้อย) 103. คิดยังไงกะดอกไม้...มีหลายพันธุ์...ต้องดูแลต่างวิธีกัน...บางต้นก็เปราะบาง...บางต้นก็โตง่ายตายช้า...น่ารำคาญ 104. คิดยังไงถ้าเพื่อนทำอาหารสูตรใหม่มาให้แบบพิสดาร....”เฮ้ย~!! น่ากินจังเลยว่ะ ขอบคุณน๊ะเว้ย แต่น่าเสียดาย..กุพึ่งกินข้าวมาตะกี้...โคร่ดอิ่มเลยอ่ะ” 105. มันหายไปไหนไม่รู้...เออ...แล้วกุจะไปรู้เร๊อะ 106. สิ่งที่อนาถที่สุดในตัวคุณ....อนาคตที่มืดมนทางการเรียน (เอิ๊กส์ๆๆ) 107. คนที่ใจร้ายที่สุด.... ด้านมืดของข้าเจ้าเองนี่หล่ะ 108. มีอะไรอยากบอกถึงคนที่อ่านด้วย....ขอให้มีความสุขทุกๆวันเน้ะ ^^ 109. แนะนำตัวเองหน่อย...เท่าที่อ่านๆมานี่ยังอยากรู้จักอยู่อีก...จริงๆเหรอ? 110. มีแจกันอยู่ 1 ใบจะใส่น้ำมากขนาดไหน.....ใส่ทำไมอ่ะ?...จะจัดดอกไม้แล้วเหรอ? 111. ให้คิดคำถามมา 1 ข้อสำหรับถามคนรับ....ทุกคนที่อ่านนะเร๋อ?...ก็.....สบายดีไหม ? เป็นห่วงน๊ะ ^^ 112. ชอบเมล์แบบนี้ไหม เบื่อป่ะ... ส่วนมากจะเบื่อ...แต่บางอารมณ์ก็อยากทำ (เช่นตอนนี้เป็นต้น - -*) 113.ถ้าได้เมล์แบบนี้ จากคนที่คุณชอบ จะรู้สึกยังไง....มันกินยาผิดรึเปล่าว่ะ? 114. จะผิดมั้ยที่จมปลักกับคนๆเดียว...ไม่ผิดเพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน...แต่ก็ต้องคิดเอาเองว่ามีความสุขรึเปล่าที่ทำแบบนั้น? คำถามอะไรของมันไม่รู้ จบแล้วววว…เออ...เย้ จบแล้วว้อย~ ^^!! neverเวลามีใครมาทำให้เจ็บปวด
ฉันโกรธ
เธอเองก็ทำให้ชั้นเจ็บ
แต่ฉันไม่โกรธ
ไม่ใช่เพราะเธอสำคัญ
ไม่ใช่ไม่เคยโกรธ
ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเธอหรอก
แต่เพราะว่ามันเจ็บจนชาชิน
ซ้ำซ้อนจนรู้สึกว่ามันช่างงี่เง่าสิ้นดี
โกรธใครบางคนโดยที่คนคนนั้นไม่เคยรู้ตัว
ไม่เคยสนใจไม่ว่าเรื่องไหน
ฉันไม่โกรธ
เพราะรู้ตัวดีอยู่แล้ว
ว่าไม่ว่าเวลาใดก็ไม่เคยมีฉันอยู่ในชีวิต
รู้ว่าความสำคัญของฉันไม่เคยมีอยู่
สำหรับเธอ
ไม่มีเลย
เลวบัดซบกูไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองได้รับ
ใครๆมันก็เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ ?
คิดแบบนี้ จนสุดท้าย..กูมันก็แค่เด็กที่ไม่รู้จักโต
กูอยากเป็นคนจัดการชีวิตของกูเอง
ทั้งๆที่โลกนี้มันมีอันตรายตั้งมากมายที่ "คนทั่วไป" คิดว่ากูยังไม่ควรเผชิญ
คิดแบบนี้ จนสุดท้าย..กูก็แค่คนที่ไม่มองความจริง
กูอยากให้เวลาทั้งหมดในชีวิตกูเป็นของกู
ทั้งๆที่ความเป็นจริง คำว่า "อิสรภาพ" มันก็เป็นแค่ภาพลวงตาของคนเกลียดพันธะ
คิดแบบนี้ จนสุดท้าย..กูก็แค่คนเห็นแก่ตัว ถึงอย่างงั้น.. กูก็ยังอยากจะเป็นเจ้าของคำว่า "อิสระ" ปลอมๆนั่นอยู่ดี
ทั้งๆที่ความจริงชีวิตนี้มันก็ไม่ใช่ของๆกูเพียงคนเดียว..
หรือจะพูดว่า "มันไม่ใช่ของกูเลยด้วยซ้ำ" ก็ได้
คิดแบบนี้ จนสุดท้าย..กูก็แค่คนไร้เหตุผล
ไม่รู้จักโต ไม่มองความจริง เห็นแก่ตัว ไร้เหตุผล งี่เง่า เลวบัดซบ
ไม่รู้จักโต ไม่มองความจริง เห็นแก่ตัว ไร้เหตุผล งี่เง่า เลวบัดซบ
ไม่รู้จักโต ไม่มองความจริง เห็นแก่ตัว ไร้เหตุผล งี่เง่า เลวบัดซบ
ไม่รู้จักโต ไม่มองความจริง เห็นแก่ตัว ไร้เหตุผล งี่เง่า เลวบัดซบ
ไม่รู้จักโต ไม่มองความจริง เห็นแก่ตัว ไร้เหตุผล งี่เง่า เลวบัดซบ
เลวบัดซบ ที่สุด ในโลกนี้.................
metropolis
แสงไฟที่วูบไหวอยู่รอบตัวนั้นวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังม่านน้ำตาแห่งความเดียวดายมองไม่เห็นสิ่งใด ทุกเวลามีเพียงสายลมรุนแรงพัดเสียดผิวกายไม่ปราณี ....เต็มไปด้วยบาดแผลที่ปวดร้าวลึกอยู่ทั่วกาย
หัวใจเหมือนถูกบีบรัดด้วยสายไฟที่มีหนามแหลมคมดุจก้านกุหลาบ ตึกรามที่ยืนเบียดเสียดขนาบกายอยู่ช่างไร้จิตใจ ไม่ว่าหันไปทางใดก็เห็นแต่เพียงสิ่งเหล่านี้ ....อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าความสวยงาม?
หากว่ามันแทรกตัวอยู่ในที่ใดซักที่หนึ่ง เพื่อหลบเร้นกายให้พ้นจากคนที่ไร้จิตใจ ผมจะมีสิทธิ์เป็นคนที่ค้นหามันพบไหม ....ท้องฟ้าที่ปราศจากสีสันใดนอกจากความครึ้มเทา
เมฆหมอกที่มองไม่นั้นเห็นบดบังความสุขของผมออกไป ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ออกวิ่งไล่ตามไปโดยไม่รู้ตัว มันกลับถูกนำไปฝังให้ยิ่งไกลและลึกลงไปในก้นบึ้งแห่งความดำมืด ....ณ หนใดสักแห่ง บางสิ่งบางอย่างเฝ้ารออยู่อย่างสงบ
บนโลกที่อยู่ใต้ท้องฟ้าอันคับแคบประดุจกรงขังนี้ กฎเกณฑ์ที่ไร้หัวใจเข่นฆ่าจิตวิญญาณไปจากชีวิต แสงและเงาที่หลอกลวงเหล่านั้นค่อยๆพรากลมหายใจไป ....การเฝ้ารอที่ไม่มีวันสิ้นสุดกับเป้าหมายที่แสนลางเลือน
เสียงเพลงที่บรรเลงอย่างไร้ท่วงทำนองส่งนัยที่หายไป ความปวดร้าวที่ซึมซับอยู่ทุกอณูไม่มีวันจืดจางบรรเทา เมื่อไรกันที่ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้จะแตกสลายไปเสียที? ....เพื่อสีขาวและดำอันสวยงามนั้นที่จะถูกผสมขึ้นอีกครั้ง
ไม่รู้จะไปใส่ไว้ที่ไหนดีแล้ว ก็ยัดมันลงสเปซนี่ล่ะกัน - -* เวิร์ดเน่าๆเคี่ยวเข็นออกมาอย่างมึนๆ ที่จริงเริ่มไว้ชาติปางก่อน.. ตอนดู anime เรื่อง Ai no Kusabi อันสุดแสนจะเศร้าซึ้งนู๊น~ ข้าน้อยห่างหายกะการใช้สมองส่วนนี้มานานจนสนิมเขรอะ เลยออกมาห่วยอย่างน่าใจหาย ภาษาก็ทะแม่งๆหูเงี๊ยะ!! สรุป : เซ็งจิตจริงๆขอรับ - -*
Möbius.
.
.
disappoint กับเรื่องบางเรื่อง (หลายๆเรื่อย)
มันดูเล็กน้อยมากในชีวิต
แต่เวลาตั้งความหวังอะไรไว้
ถ้ามันผิดจากที่หวัง.. แม้แต่นิด
..ก็ต้อง depress เป็นธรรมดา (จริงไม๊?)
.
.
.
- - - - - - - - - - - - .
.
.
สำนึกในความ pointless ที่ตัวเองเป็นอยู่
ถึงจะพยายามลืมมันไปในทุกๆวัน
แต่ก็รู้อยู่ว่าหนีมันไม่พ้น ..สักวันเดียว
.
.
.
เฝ้าแต่อิจฉาคนอื่น .. เฝ้าแต่สงสารตัวเอง
ก็รู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ
แต่มันก็เป็นความจริง.. และไม่สามารถคิดเป็นอย่างอื่นไปได้
แล้วจะให้ทำยังไง?
.
.
.
ก็กูเป็นคนเหมือนคนอื่นเค้า
ก็กูไม่ "พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น"
กูไม่ "พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี"
แล้ว.. จะให้กูคิดอะไร
แล้ว.. จะให้กูทำอะไร
ก็บอกกูมาเซ๊ ~~~~~~ !!!!
.
.
.
- - - - - - - - - - - -
.
.
.
บางเวลาที่สำนึกในความเลวของตัวเอง
.
.
.
ความทรงจำในอดีตที่ยังไงก็ไม่มีทางเลือนหาย
ก็มีพวกมันอยู่เป็นเพื่อนในทุกๆวัน
..พวกมันมีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นๆตามเข็มนาฬิกาที่หมุนไป
มีเยอะก็ดี.. แต่บางทีพอคิดถึงมันก็อึดอัด
.
.
.
เรื่องบางเรื่อง.. พูดได้แค่คำว่า "ขอโทษ"
เรื่องบางเรื่อง.. คิดได้แค่คำว่า "กูมันโง่เอง"
เรื่องบางเรื่อง.. มันก็...
.
.
.
---พูดไม่ออก---
.
.
.
ไม่กล้าแม้แต่จะพูดคำว่าขอโทษ
เพราะรู้ว่ายังไงมันก็ไม่มีทางสาสม
ไม่กล้าพูด.. คำๆนั้น
.
.
"เราขอโทษ"
.
.
.
t(-_-t) ****บทสรุปของการรอคอยมาเป็นระยะเวลานานแสนนาน
นาน.......เกือบ 1 เดือน (หรือมากกว่านั้นก็ไม่รู้)
คะแนนกรูยังคงอยู่อย่างเดิม --- ---*
มีแต่ eng. o-net ที่เพิ่มมา 1 คะแนน
แต่ก็เป็น 1 คะแนนที่ดีใจมากเลยน๊ะ
ถึงเพิ่มมา 2 คะแนนก็จะไม่ดีใจกว่านี้หรอก
เพราะมันทำให้ได้มา 69 คะแนนพอดีเป๊ะเลย 555+
สมัครเลือกคณะเสร็จแล้ว
จ่ายตังค์ไปแล้วเมื่อกี้นี้เอง
เลือกแบบตรงตาม step เด็กมนุษย์ฯมากๆเลย
(รู้สึกตัวเองโง่สัดอ่ะที่เลือกเป็นอยู่สาขาเดียว)
ขี้เกียจอธิบายละเอียดยิบย่อย
เอาเป็นว่า เรียง cu / tu / ku / swu ไปนั่นแหล่ะ
แล้วก็มีแต่อักษรฯ เน้นที่ภาษาจีน เลือกสอบฝรั่งเศส
ประมาณนี้..
ตอนแรกๆ t-score ออกมากก็ดีใจว่ามันเยอะดี
พอเป็น raw ขึ้นมาล่ะมิงเอ๊ย
แอบเศร้าไป 69 ชั่วโมง..
แต่จะให้คิดอีกทีก็ทำตัวเองอ่ะน๊ะ
ตอนก่อนสอบ.. ปากก็บอกว่ากรูจะขยันๆ
อยู่บ้านตั้งหลายวันเพื่ออ่านหนังสือ
แต่สรุปกรูก็นั่งดูทีวี ไม่ก็แดกขนม
วันนึงอ่านหนังสือไม่ถึงครึ่งวันหง่ะ
ได้คะแนนมาแค่นี้ก็บุญกะลาหัวแล้วหล่ะ
ยิ่งคะแนนเลขกะวิทย์ยิ่งเน่ามากๆ
แล้วจะไปเลือกนิเทศกะเค้าได้อย่างไร 555+
ไม่หาญกล้าฝ่ะ เลือกแล้วไม่ติดเดี๋ยวจะน้ำตาเช็ดตาตุ่ม เหอๆ
ที่รอดมาได้ขนาดนี้ต้องขอบคุณเจ๊ปิงกี้สำหรับ th. + so.
ส่วน eng. น๊ะ.. อยากบอกว่า Enc. ที่เรียนมาช่วยได้น้อยมากๆ
คะแนนขนาดนี้ไม่ต้องเรียนเลย แต่ทำข้อสอบเองก็ยังได้ - -*
เออ.. แต่ fr. นี่ไม่เป็นที่น่าพอใจอย่างรุนแรง
ขอบคุณ+ขอโทษ ..พี่เจมส์..
ขอบคุณมากๆที่ทำให้น้องได้ fr. เกรด 4 ตลอดที่รร.
ทำให้น้องเรียน fr. อย่างมีความสุข (เพราะเรียนรู้เรื่องกว่าคนอื่น)
ช่วงปีสุดท้ายขี้เกียดเลยเลิกเรียนกะพี่.. ขอโทษด้วย
ขอโทษมากๆ ..แต่น้องก็ได้รับบทลงโทษเองแล้วหล่ะ
truely sorry, gomennn~ TT^TT;;
- - - - - - - - - - - - - - - - -
พึ่งรู้ว่าไอ้ ubc มันเปลี่ยนใช้กล่องผีได้..
ใช้แล้วจะได้ดูครบทุกช่องไม่ว่าจะจ่าย package ไหนก็ตามอีก
แม้แต่แบบ platinum ก็ยังต้องเพิ่ม a la carte ช่องละ 1000
แต่ไม่ต้องแล้ว.. ตอนนี้กรูฉลาดแล้ว
เพราะกรูมีลุงฉลาด 555+
เดี๋ยวจะซื้อกล่อง 2000 มาใช้แทน
แล้วกรูจ่าย package education ต่ำสุดแม่งเลย
แต่กรูจะได้ดู NHK ด้วยหล่ะ กร๊ากกก 555+
(ใครจะว่ากรูโง่ที่พึ่งรู้เอาตอนนี้ก็ชั่ง
แต่กรูดีจัย ก็เลยบอก มีปัญหาไรม๊ะ ?)
- - - - - - - - - - - - - - - - -
เมื่อวานนี้ไปซื้อหนังสือมาอีกเล่ม ...และด้วยความหน้ามืด
นั่งเลือก ยืนเลือก นอน(เกลือกกลิ้ง)เลือก อยู่หลายชั่วโมง
ก็หยิบไอ้หนังสือบ้าเล่มนึงมา...
ไม่รู้โชคร้ายหรือโชคดี
คือเล่มอื่นน๊ะ ดูแล้วดูอีก..
อ่านทั้งปกหน้า ปกหลัง
คำนำคนเขียน คนแปล สนพ.
บทนำ ประวัติคนเขียน
(เว่อร์ไปแล๊ะๆ)
แต่ไม่รู้อะไร(แม่*)ดลใจ
มาเลือกไอ้เล่มบ้าที่แกะห่อออกดูไม่ได้เนี่ย - -*
สุดท้าย.. เปิดอ่านแค่หน้าแรกยังไม่ผ่านเลย
ไปต่อไม่ได้เพราะกรูงง กรูอ่านไม่รู้เรื่องเลย 555+
The GODFATHER Returns
ไอ้คุณเล่มนี้แหล่ะ.. มันเป็นภาคต่อไง
แมร่* ไม่อยากจะ said แต่พอจะสำเหนียกเข้าไปในใจแล้ว
ว่าถ้าอยากจะรู้เรื่อง.......
"กรูต้องอ่านหนังสือไม่ก็ดูหนัง ไอ้ The GODFATHER(เฉยๆ) นั่นก่อน"
เซ็ง.. FU*K.. t(-_-t)
Black Birdทำ list ของเว็บที่เข้าประจำเสร็จแว้ว~
ต่อไปนี้จะเล่นอะไรๆก็ผ่านสเปซได้
ง่ายดี.. แต่แอบเหนื่อยๆ = ="ll
ไม่ต้องพึ่งไอ้คอมพ์ร้านมันแล้ว
แม่งอะไรลงไว้นะ.. พอ restart ก็หายหมด
แต่ชั่งมัน.. กุไม่ง้อแร้วเฟ้ย
เพราะมีในสเปซนี่แร้วงาย (อุว่ะห้าๆๆๆ)
เมื่อคืนนี้ย้ายคอมพ์เข้ามาไว้ห้องนอนเรียบร้อยล้ะ
อยู่ตรงปลายเตียงพอดีหล่ะ
แอร์เย็นๆ นอนกลิ้งไปกลิ้งมาเล่นได้ สบายดี
(แต่ถ้ามีเน็ตจะดีกว่านี้มากๆโรย - -*)
ว๊ากกก~~!!! เน็ตจ๋า...
ช่วยมาให้ถึงบ้านกรูทีเด๊ TT^TT;;~~!!!
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
"เขาเฝ้าแต่พูดว่ามีเพียงนกสีดำและอินทรีเท่านั้น
ที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ผู้อื่นทั้งหมดล้มเหลว"
The Romanov Prophecy : Steve Berry
net in the futureตอนนี้พอจะทำใจรับกับสภาพที่เป็นอยู่ได้บ้างล่ะ
เพราะว่าเราขนทั้ง favorites ที่เข้าประจำ
ทั้ง user/pass ที่ต้องใช้มาไว้ในเครื่องนึงที่ร้านแล้ว
อีกอย่างดูเหมือนฟ้าเป็นใจ
load ของจาก mgul ได้แล้ว ..ไม่รู้เพราะอะไร - -*
ยังไงก็ตามเราก็ยังช้ำใจอยู่ดี
usb เรามันอันกระจึ๋งนึง (256 mb)
ของที่โหลดวันนึงมันมีเยอะกว่านั้นมาก(มากๆๆๆๆ)
ก็เลยขนกลับบ้านไม่หมด ..เหอๆๆ
ต้องกว้านยืมของป๊ามา save ด้วย
(จนเกือบจะโดนด่าอยู่แล้ว - -")
ตอนนี้ก็ได้โต๊ะคอมอีกตัว ..เป็นตัวเก่าของป๊า
ก็เลยจะย้ายคอมเราไปไว้ในห้องนอน(ซึ่งมันมีแอร์ 555+)
ส่วนโต๊ะในห้องเราก็เปนโต๊ะเขียนหนังสือไปตามเดิม
ก็ดีเหมือนกัน ..ได้เล่นเย็นๆ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรอบ้านมีเน็ตก่อน
ซึ่ง...
!!! ชาติไหนมันถึงจะมีเรายังไม่รู้เลย !!!
ไอ้ true บ้า ~
ไอ้ tot ก็บ้า ~
บ้า บ้า บ้า ..
บ้า บ้า บ้า บ้า ๆ ๆ ๆ ..
ช๊านเกลียดพวกแกรว้อย TT^TT~!!
waitingเครียดว้อยยยย~~!!
แม่ง.. จะหยิบจะคลิ๊กอะไรมันก็ติดขัดไปหมด
เริ่มตั้งแต่เปิดเครื่องออนเอ็ม
จะพิมพ์ชื่อภาษาห่าอะไรก็ไม่ได้
ต้องเข้าเว็บไปก็อบเค้าลูกเดียวเลย
ทั้ง ญี่ปุ่น / จีน / ฝรั่งเศส
(ที่จิงควรมีเกาหลีด้วย แต่ภาษานี้ถึงมีก็พิมพ์ไม่เป็น)
พอจะเข้าเน็ตโหลดของ
แม่ง.. ไม่มีห่าไรเมมไว้เลย !!
อุส่าเอา favorite ใส่ไดรฟ์มา
ยังไงมันก็ไม่ auto-login ให้อยู่ดี
กรุก็จำทั้ง user ทั้ง password ตัวเองไม่ได้เล๊ย
จะเข้าปิงบุ๊ค
โหลดเค้าอย่างเดียวก็ละอายใจ
แต่ไม่มีคลังของตัวเองอยู่กะตัวก็ไม่มีอะไรจะอัพโหลดให้เค้า
แมร่งเอ๊ย.. ชาตินี้กรูไม่ต้องมีเพลงใหม่ฟังแล้วมั้ง !!
เออ ไปหาที่อื่นโหลดเอาก่อนก็ได้
ไปโหลดบิทล้ะกัน ?
แต่ให้ตายเห่อะ (เว้ย) !!
แมร่ง.. ไม่มีโปรแกรมอ๊ะ
ไม่อยากจะโหลดมาลงไว้เลย
เดี๋ยวป๊าก็มาเช็คๆๆ
ถ้าเน็ตร้านมันช้าลงเมื่อไหร่กุก็ซวยอีกเมื่อนั้น !!
ว้อยยยๆๆๆ
จะหาเพลงวิช่วลฟัง
คนอัพเค้าก็อัพใส่เว็บ megaupload
กรุก็ไม่รุ้ว่าเครื่องพวกนี้มันเป็นเชี่ยอะไร
มันฟ้องให้เสียตังลูกเดียว ไม่งั้นโหลดไม่ได้ = ="
กุก็ไม่เข้าใจ.. ทะมัยเครื่องกุมันโหลดได้ว่ะ !!
สรุปทําห่าไรไม่ได้เลยสักอย่าง เซ็งว้อยยยย~~!!!
ที่บ้านคอมก็ตั้งอยู่ห้องกรู
กลับบ้านไปอย่างมากก็เล่นได้แค่ 10-20 นาที
แต่.. แสรดเอ๊ย
ร้อนก็ร้อน cuz ห้องมันไม่มีแอร์
ที่สำคัญ...
มันไม่มีเนตด้วยงั๊ยยยยยยย~~!!!!!
จะให้กูทําอะไรได้หล่ะ ห่า!!
อย่างมากก็เอาของที่โหลดมา (แค่พวกมังงะ โดจิน ซีจี)
ก็อบเก็บลงเครื่อง + นั่งอ่าน
แค่นั้นเองร๋อว่ะ ???
แสรดเอ๊ยยย ชีวิตบัดซบจิงๆกรู !!!!
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
เมื่อวานมีคนลืมหนังสือไว้ที่ร้าน
แต่แอบชั่วในใจ
ภาวนาให้เค้าไม่มาเอาคืน (เลวมาก)
แต่ก็ปรากดว่าเค้ามาเอาคืน
เหอๆๆๆ..
เป็นใครๆก็เอาคืนว่ะ
เพราะมันคือ..
"The Romanov Prophecy : รหัสลับรัสปูติน"
โอ้ว.. พร๊าเจ้าจ๊อด..
หนังสือเล่มใหม่ในชุด unputdownable !!
พอเค้ามาเอาคืนเท่านั้นแหล่ะ
รีบวิ่งลงไปร้านหนังสือแล้วฉกมาทันที
แถมหลวมตัวทําบัตรสมาชิกนายอินทร์ไปด้วยเลย - -*
กร๊าก.. นี่ดีน๊ะที่ไม่ได้ไปงานหนังสือ
เพราะถ้าไปล่ะก็ตังค์กี่พันก็ไม่อยู่แน่ๆอ่ะ
บางทีถ้างบไม่อ้นล่ะก็
ป่านนี้หนังสือได้กองเต็มบ้านไปแล้วแน่ๆ
เห้อ~!!
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
เออ.. ช่วงนี้เป็นอยากฆ่าคน
โดยเฉพาะไอ้พวก สกอ. สทศ. อะไรเทือกนั้นหน่ะ
เป็นโรคไส้เลื่อนยิ่งกว่างาน j-rock อีก
ก่อนจะเริ่มใช้คนเค้าก็ประท้วงกันแล้ว
เค้าถามว่า "มึงพร้อมเร๋อ?"
มึงก็ตอบว่า "พร้อม"
พอมาตอนนี้มันมีปัญหาอะไรมากมาย
มึงก็มาบ่นว่า "พยายามที่สุดแล้ว แต่มันไม่พร้อม"
ไอ้ห่า = =!!
กรูล่ะอยากจะเข้าไปซัดกบาลแม่งให้หลุดกระเด็นไปนรกชั้น 69 จิงๆ
สรุปตอนนี้อนาคตชีวิตเด็กรุ่นกรูที่เป็นผู้เป็นคนเหมือนกับมึง
กลับกลายเป็นเหมือนแค่หนูทดลองกลุ่มนึงในห้องแลป
เซ็ง..
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
รู้สึกตัวเองนิสัยแย่ลงมากๆ หยาบขึ้น เถื่อนขึ้น
พูดจาไม่เพราะมากยิ่งขึ้น
กล่าวคำผรุสวาทบ่อยมากขึ้น
จนเรียกได้ว่าไม่เคยพูดดีเลย.. ถ้าไม่ใช่กับผู้ใหญ่ที่นับถือ
(หมายความว่า.. กับผู้ใหญ่บางคนที่ไม่นับถือ
กรูก็ด่ามันไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ)
แถมยัง ลามกขึ้น หื่นขึ้น
อันนี้ชีวิตประจำวันอาจจะมองไม่ออก
แต่จะเห็นได้จากการเลือกสูบ โดจิน กะ ซีจี วาย
(ที่สูบมากขึ้นเรื่อยๆ จนเค้าอัพให้โหลดไม่ทันน่ะแหล่ะ)
ก็มักจะเลือกสูบแต่เรต NC-17
เหอๆๆ..
แม้แต่ฟิคในเว็บ fanfiction.net
ก็จะเลือกอ่านแต่เรต m เท่านั้น
ส่วนเว็บบอร์ดทั่วไปก็เหมือนกัน
เรต NC-13 (R) ขึ้นไปตลอด..
...
อาจเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้หายเซ็งล่ะมั้ง
ระหว่างรอแผ่น DVD nana มา
(จะได้ไปเหมาทั้ง nana กะ lily chou chou)
ระหว่างรอผลเอนท์
(จะได้มั่นใจว่าได้ไปเรียนที่ไหนแน่ และไม่ต้องคิดมาก)
ระหว่างรอให้ร้านลงตัว
(จะได้หาอย่างอื่นทำได้โดยไม่รู้สึกผิดที่ไม่ช่วยงานร้าน) ระหว่างรอมีเน็ตที่บ้าน
(เพื่อจะไม่ต้องเข้าร้าน แต่ได้กลับบ้านเหมือนคนอื่นเค้า)
ระหว่างรอ.. อะไรสักอย่าง
สิ่งๆนึงที่จะมาทำให้ชีวิตมีค่ากว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้...
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
" ... あたたかく溶けだして 確かめるの
優しさのしずく この胸にひろがってく ... "
" ... Once I knew that the warmth between us had disappeared,
gentle tears started to spread over my chest ... "
~ENDLESS STORY~
Vocal : REIRA starring Yuna Itou
Lyric : D.A.Thomas & ats
colourless dreamless lifelessย้ายร้าน
ที่แคบลง
ค่าเช่าขึ้น
จัดของไม่ลงตัว
อารมณ์เสียง่าย
คุยกับพ่อแม่ไม่ค่อยรู้เรื่อง
ทะเลาะกันบ่อยๆ
ไม่อยากอยู่ใกล้ๆ ไม่อยากทะเลาะ
แต่ก็ต้องมาร้านอยู่ดี เพราะช่วงนี้ยังยุ่งๆอยู่
คอมเราไม่มีที่วาง
คอมเราไม่ได้เปิด ต้องยกกลับไปบ้าน
ที่บ้านไม่มีเนต
(ที่จิงมีแต่อืดมาก เพราะสายโทสับห่วย ขอไฮสปีดก็ไม่ได้)
ถึงมีก็กลับบ้านดึก ไม่ได้เล่น
ช่วงนี้คะแนนแอดฯออก
กำลังเป็นช่วงสำคัญ
เพื่อนๆรู้ข่าวสารตลอด
..เราตกข่าว
อารมณ์เสียเลยคิดว่าอยากอยู่หอ
อยากไปให้พ้นๆ
คิดว่าน่าจะมีความสุขดี
แต่ก็สงสารแม่
แม่บ่นว่าถ้าไปก็คงเหงา
แม่เห็นครอบครัวของป้า
ป้ามีลูกสองคน (พี่ชายเรา)
คนนึงพึ่งจบ มธ. กำลังจะต่อโท
อีกคนพึ่งปีสอง จุฬา
คนแรกอยู่หอ
อีกคนอยู่บ้านแต่ก็กลับดึก
แม่เลยบอกอยากให้เราเข้าเกษตรฯ
แต่เราไม่อยาก..
ไม่ชอบอ่ะ ก็รู้ๆเหตุผลกันอยู่
ถ้าคะแนนมันถึงก็อยากจะเข้าอักษรฯจุฬาให้ได้
ไม่อย่างนั้นก็หลุดมาอยู่ศิลป์ศาสตร์ มธ ..คงดี ตอนนี้รู้แล้วว่าคอมกะเนตเปนสิ่งที่ขาดไม่ได้
ถ้าไม่อยู่หอก็คงไม่ได้เล่นเนตเร็วๆ
เนตที่บ้านจ้างให้ก็ไม่เล่น
ตอนนี้ถึงจะยังได้เล่นคอมอยู่
แต่พอไม่ใช่คอมตัวเอง
มันก็ไม่มี favorites ที่เข้าประจำ
ไม่มีคลังของไร้สาระที่เก็บเอาไว้
ทั้งรูป
ทั้งคลิป
ทั้งพีวี
ทั้งเพลง
ไม่กล้าโหลดของหนักๆ
ไม่กล้าเข้าไปอ่านโดจินวายที่มีฉากแรงๆ
...ไม่มีความเป็นส่วนตัว
(แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่กล้าโหลดฟอนท์มาอัพสเปซ
ทนพิมตัวเล็กๆ ไม่สวย ไม่งามอยู่เนี่ย)
ทุกสิ่งทุกอย่างเซฟอยู่ในคอม
เวลามี account ก็ไม่จำ
ทั้ง user ทั้ง pass
จดไว้กะ notepad
..อยู่ในนั้นทั้งนั้น
แล้วจะไม่ให้มันเป็นเหมือน oxygen ได้ไง
เซ็งโค่ด.. สับสน.. เบื่อ..
เครียดด้วยหลายๆสาเหตุ
1. ทั้งๆที่อยากจะทำอะไรมากมายแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากทนอยู่ร้าน
2. ไม่มีคอมคู่ใจอันเป็นเลือดเนื้อและชีวิต (เว่อร์จิง)
3. รอผลแอดฯด้วยความหวังที่ไม่ค่อยจะมี
4. ชีวิตทั้งชีวิตมีดีแต่เรื่องเรียน ถ้ามันไม่ได้ดีก็ไม่รู้จะทำอะไร
5. อยากเอาดีกะเรื่องขีดๆเขียนๆมั่งแต่ก็เขียนอะไรไม่ออก
6. จับปากกา/จับคีย์บอร์ดที ก็มีออกมาแต่ตัวหนังสือเศร้าๆ บังคับใจตัวเองไม่ได้สักที
7. ฯลฯ อันเป็นอาการข้างเคียงไม่รู้จบ และไม่สามารถแจกแจงได้หมด
เวลาอารมณ์ดาวน์ๆนี่ก็สาธยายได้เยอะจริงๆน๊ะ
ก็ตอนนี้มันกำลังอยู่ในช่วงสงสารตัวเองสุดๆ
เดี๋ยวสักพักคงทำใจได้แล้วหล่ะ
เข็มนาฬิกามันพาเรื่องบัดซบพวกนี้มาได้
มันก็ต้องพาออกไปได้เช่นกัน
แต่ถ้าเราแข็งแรง..
เราคงจะออกแรงผลักมันไปได้ด้วยตัวเองสินะ
คงจะเร็วขึ้น..
แต่ตอนนี้ปล่อยมันจมจ่อมอยู่แถวนี้ไปก่อนแล้วกัน
เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรกับมันแล้ว
แม้แต่คิดก็เหนื่อยสมองเปล่าๆ
ไม่ต้องการใครมาสงสารหรอกนะ
แล้วยิ่งไปกว่านั้นก็ไอ้พวกที่มองมาด้วยสายตาดูถูก
คาดเดาอะไรต่างๆนาๆ
ทั้งๆที่ก็รู้ๆสัจธรรมกันอยู่หน่ะ..
ไม่มีใครจะเข้าใจอะไรได้มากกว่าที่เจ้าของเรื่องราวจะเข้าใจ
ไม่มีใครสามารถตัดสินอะไรแทนเจ้าของปัญหาได้หรอกนะ
จำไว้ว่า.. ถ้าหากมีแม้แต่ความคิดเหล่านี้ขึ้นในหัวพวกเทอแม้แต่นิด
ก็ขอให้รู้ไว้ว่าเทอคือคนที่เราอยากให้ไปตายซะให้ไกลๆตีน
แต่สำหรับคนที่มีความหวังดี
มีกำลังใจมอบให้กันอย่างจริงใจก็ขอบคุณมาก
อยากให้รู้ว่าพวกเทอเป็นสิ่งที่จะทำให้เราผ่านพ้นสิ่งเหล่านี้ไปได้แน่ๆ
จบ entry วันนี้ดีกว่า
รู้สึกตัวเองบ่นมามากพอแล้ว
"เมื่อฉันดับแสงสปอตไลท์
เมื่อเศษขยะจากปาร์ตี้ถูกเก็บกวาด
ห้องๆนี้ก็มีเพียงแค่ความว่างเปล่า
ผู้คนเหล่านั้นหายไปไหน
เสียงเพลงที่ถูกหรี่ลงเหลือเพียงแผ่ว
เตือนฉันให้นึกถึงความโดดเดี่ยว
เงียบเหงา.. คือคำที่แทรกอยู่ในทุกอณู
ชั่วโมงที่ผ่านมาคืออะไร
ยามที่เหมันต์ฤดูมาเยือนต้นไม้ต่างผลัดใบ
หากไม่ใช่ต้นสนจะเหลืออะไรให้คนมอง
กิ่งก้านที่แห้งแล้งปกคลุมด้วยหิมะสีขาว
เกล็ดเหล่านั้นแสนเยือกเย็น..
จะมีสักกี่คนที่พร้อมจะทอดเงาอยู่เคียงข้าง
จะมีสักกี่คนที่อยากอยู่ต่อหลังปาร์ตี้
เมื่อต้นไม้ไม่มีผลที่หวานฉ่ำให้เก็บเกี่ยว
เมื่อไม่มีอาหารรสเลิศให้ดื่มกิน
ทั้งหมดของทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้
มันคือความว่างเปล่าเท่านั้น
แท้ที่จริงมันเป็นเช่นนี้เอง"
FuYuKi - An evening in April 2006
BrokeN WingSที่ผ่านมาอ่านหนังสืออยู่แนวเดียว สืบสวน-สอบสวน-แอคชั่น-มันส์ระห่ำ เราว่าหนังสือแนวนี้… มันต้องมีสารยับยั้งต่อมจิ้นอยู่แน่ๆ เพราะช่วงนี้เขียนตัวหนังสืออะไร ก็ติดๆขัดๆ.. แถมตื้อๆตันๆ.. บอกไม่ถูก (อย่างที่บ่นมาในเอนทรี่ก่อนๆนั่นแหล่ะ)
เมื่อวันก่อนนู่นก็ไปซื้อมาอีกเล่ม.. คราวนี้ออกแนวดราม่า(ไม่)นิดหน่อย(มั้ง) The Death of VISHNU ของนักเขียนหน้าใหม่เป็นคนอินเดีย แต่บรรยายสังคมประเทศตัวเองซะ.. ทำเอาเราแสยงปนเหนียกพิลึก - -*
เรื่องของเรื่องคือวันก่อน ไปดำผุดดำว่ายอยู่ในเว็บรวม Quote เว็บนึง รุ้สึกเหมือนมันจะรวมเกือบหมดโลกไว้เลยมั้ง ชอบอันนี้มากๆ ถูกใจดี..
"Where the spirit doesn’t Work with the hand there’s no art" ~ Leonardo Da vin Ci
อื้ม~ ถ้าเรายังไม่จัดการกับหัวใจ มือคงเขียนอะไรดีๆออกมาไม่ได้สักทีหรอก *ยอมรับอย่างเส้าๆ* ...... TT^TT
เออ.. จนกระทั้งตอนนี้ ก็ยังมีความคิดที่ว่าตัวเองแย่เอาซะจริงๆ.. ไม่เริ่มทำสิ่งที่อยากจะทำสักที จนรู้สึกว่าไม่มีความฝันไหนสักเรื่อง ที่เราทำมันจนสำเร็จ.. ทุกอย่างหยุดอยู่กับการรอผลแอดฯ ซึ่งนั่นมันก็เป็นแค่ข้ออ้างชัดๆ ที่จริงเรารู้ตัวว่าเป็นแค่ไอ้ขี้แพ้ มัวแต่เฝ้ามองผู้คนที่เปล่งประกาย แล้วก็อิจฉาเค้า..
เอาแสงสว่างรอบๆตัวพวกเค้า มาสังเคราะห์ให้เปลี่ยนเป็นความมืด แล้วก็เอามากด.. ทับถมตัวเอง ให้อยู่กับที่เดิม.. ไม่มีแรงเดินต่อไปข้างหน้า ปล่อยให้ความอิจฉาและท้อถอยครอบงำ
เวลาคิดถึงความฝันของตัวเอง แล้วคิดว่า -ไอ้ฝันเหล่านี้- ของคนอื่น เค้าเริ่มต้นและรุดหน้าไปไกลถึงไหนๆแล้ว บางคนประสบความสำเร็จ.. ด้วยอายุที่น้อยกว่าเราด้วยซ้ำไป แล้วเราพึ่งเริ่มตอนนี้.. มันจะเป็นไปได้ยังไง.. ที่จะสำเร็จ ? เพราะคำว่าสำเร็จของเรา เราไม่ได้ต้องการแค่เอาชนะตัวเอง (อย่างที่หลายๆคนบอก) แต่เรารู้ตัวว่าถ้าเราทำอะไร ก็ย่อมอยากได้การตอบรับจากคนมากๆ อยากเป็นที่ยอมรับของคนอื่น อยากเป็นที่รู้จัก.. อยากมีชื่อเสียง (ใครๆก็คงคิดแบบนี้ล่ะมั้ง ?) แต่มันขัดกับบุคคลิกเราใช่ไหม ? ขัดกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ด้วยสินะ ? แปลกจริงๆนั่นแหล่ะ.. ตัวเราหน่ะ
เพราะสิ่งที่เราเกลียดอีกอย่าง ก็คือการมีใครมองว่าเราไม่เอาไหน ไม่ชอบให้ใครมองว่าโง่ ไร้ความคิด หรือ ทำอะไรไม่เป็น ..เวลาที่เราจะลองในสิ่งใหม่ๆ ถ้ายังไม่ได้เริ่มและยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง มันก็จะเกิดความกลัว.. กลัวว่าทำไปแล้วจะไม่ได้ดี ลนลานและอยากจะเริ่มทำมันเสีย ให้รู้แล้วรู้รอดไปข้างนึง ไม่ว่าจะทำอะไร.. เราอยากให้สิ่งที่เรารับรู้ มีแต่คำว่า “เราทำมันได้ดี”
เห็นได้ชัดๆเลยกะการจบมอหก ตอนนี้เรามีแต่ความกลัว ที่ผ่านมาผลการเรียนอาจไม่เรียกว่าดี แต่ก็อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าใช้ได้ เราคงทนไม่ได้ถ้าเข้าไปในรั้วมหาลัย แล้วเราไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆอย่างเดิม กลัวว่าจะไม่เป็นที่สนใจอย่างเดิม สิ่งที่ราตั้งใจและได้รับมาจากมอปลาย ทำให้เราถือตัว.. เราคงทนไม่ได้ถ้าเราไม่ได้มัน มาไว้ในครอบครองอีกครั้ง
อยากให้มันเจาะจงลงไปสักที อยากเร่งเวลาให้ถึงวันนั้นเร็วๆ วันที่เราก้าวเข้าไปในรั้วมหาลัย ที่ไหน.. อย่างไร.. เมื่อไหร่(ว่ะ) อึดอัดที่ต้องทนรออยู่แบบนี้จิงๆน๊ะ
ตอนนี้ถ้าใครเปรียบ.. “พลังในการทำตามความฝัน” เป็น “ปีก” เราก็คิดว่าตอนนี้ปีกของเราคงหัก แล้วก็มีแผลบาดฉกรรจ์ทีเดียว อยากห้ามเลือดให้หยุดไหล แล้วก็ทำแผลซะ.. แต่บาดแผลนี้มันมีมานาน.. แล้วก็ค่อยๆขยายกว้างขึ้นมาเรื่อยๆ จนเราคิดว่ามันช่างเยียวยาได้ยากเสียจริง มันไม่ได้ง่ายแค่หยิบกล่องพยาบาลออกมา แต่มันก็คงไม่มีวันสำเร็จแน่ๆ เพราะใจเรายังไม่เลิกท้อถอยอยู่นี่เอง
ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้บังคับใจตัวเองได้ ทั้งๆที่ได้ยินหลายๆคนเค้าสอน อย่างบทความของ อาวินทร์ ก็ด้วย ที่พึ่งอ่านเจอเมื่อวานนี้..
“ ความล้มเหลวส่วนใหญ่เกิดจาก การที่เราเป็นคนเก็บฝันในลิ้นชักนั้นเอง หลายคนเอ่ยประโยคยอดฮิต ‘นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเคยคิดจะทำนี่นา...’ กับล้มเหลวเป็นเส้นบางนิดเดียว โลกนี้ไม่มีฝันโง่ๆ ..มีแต่ฝันที่ทำหรือไม่ทำ” ~ คุณอาวินทร์ เลียววาริณ
แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นใจของคนเรา มันก็บังคับกันยากใช่เล่นเลยจริงๆน๊ะ มันคงจะเป็นสัจธรรมไปแล้วล่ะมั้ง ไอ้การที่ใจไม่อยู่ใต้อำนาจสมองเนี่ย แย่จริงๆ .....
|
|
|